บทความ / กรณีศึกษา

จิตอาสาอาเซียน : เรียนรู้ เข้าใจ และก้าวไปด้วยกัน : โดย ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

ภป จิตอาสาอาเซียน

 

          วันที่ 8 สิงหาคม 2562 การรวมตัวกันในนาม"อาเซียน" ได้ดำเนินมาถึงปีที่ 52 โดยแนวคิดเรื่องอาเซียนส่วนมากเป็นการเชื่อมโยงระดับมหภาพในรูปแบบของนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศ อีกทั้งความเป็นอาเซียนก็มีความท้าทายอยู่ เนื่องจากเป็นหน่วยทางสังคมที่ถูกสร้างขึ้นมา ด้วยความพยายามหลอมรวมความหลากหลายทั้งทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองของประเทศในภูมิภาคนี้เข้าไว้ด้วยกัน

          คำถามที่น่าสนใจคือ นอกเหนือจากกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเชิงมหภาพแล้ว มีคุณค่าใดที่สามารถเชื่อมร้อยผู้คนในภูมิภาคอาเซียนเข้าไว้ด้วยกันได้อีก ซึ่งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ได้ดำเนินโครงการศึกษาวิจัยการส่งเสริมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียน พบว่า ความห่วงใยและการแบ่งปัน (Caring and Sharing) เป็นคุณค่าสำคัญที่เชื่อมร้อยผู้คนในภูมิภาคอาเซียนซึ่งจากข้อคันพบนี้นำมาสู่การดำเนินโครงการวิจัยจิตอาสาในอาเซียนภาคพื้นทวีปและภาคพื้นสมุทร ซึ่งเป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และสถาบันเอเซียศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เนื่องจากมองว่าประเด็น "จิตอาสา" สะท้อนถึงความห่วงใยและการแบ่งปัน อีกทั้งเป็นประเด็นที่เชื่อมร้อยผู้คนในภูมิภาคอาเซียนที่มีความหลากหลายเข้าด้วยกันได้

          ผลการศึกษาจากโครงการวิจัยนี้ ศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) นำมาเรียบเรียงเป็นหนังสือ "จิตอาสาอาเซียน" ซึ่งเป็นการทำความเข้าใจเรื่อง "จิตอาสา" ในประเด็นนิยามความหมาย พัฒนาการ บทบาทของภาครัฐและภาคประชาสังคมต่องานจิตอาสา จาก 10 ประเทศอาเซียน ซึ่งประกอบไปด้วย กัมพูชา ไทย บรูไน ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เมียนมา ลาว เวียดนาม สิงคโปร์และอินโดนีเซีย

          ประเด็นคำถามที่น่าสนใจและชวนคิดต่อหลังจากเข้าใจว่า "จิตอาสา" เป็นชุดคุณค่าร่วมที่สำคัญในการเชื่อมร้อยผู้คนในภูมิภาคอาเซียนเข้าด้วยกันแล้ว คือทิศทางในอนาคตของการใช้พลังจิตอาสาเชื่อมร้อยผู้คนในภูมิภาคอาเซียนจะเป็นอย่างไร

          จากคำถามดังกล่าว ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับสถาบันเอเซียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ "จิตอาสาอาเซียน : เรียนรู้ เข้าใจ และก้าวไปด้วยกัน" เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2562 ณ ห้องประชุมอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการขับเคลื่อนจิตอาสาในอาเซียนและทิศทางในอนาคต รวมทั้งเผยแพร่องค์ความรู้จากหนังสือ "จิตอาสาอาเซียน" สู่สาธารณะ

          ผศ.ดร.ธีระ นุชเปี่ยม สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนาประเด็น "อาเซียนในฐานะผู้สร้างสรรค์สั่นติภาพ" โดยกล่าวถึงจุดเริ่มของอาเซียนว่า เกิดจากความต้องการสร้างสันติภาพในภูมิภาคนี้ท่ามกลางบริบทของภูมิภาคที่มีการขยายตัวของแนวคิดคอมมิวนิสต์และการเผชิญหน้ากันระหว่างประเทศต่างๆด้วยเหตุนี้ สันติภาพจึงเป็นประเด็นหลักในการเกิดขึ้นของอาเซียน และเมื่อมุ่งหวังสร้างสันติภาพท่ามกลางภูมิภาคที่มีความหลากหลาย "ความเป็นอาเซียนที่สร้างขึ้นนั้นจึงเป็นในรูปแบบของวิถีอาเซียน ที่เน้นความไม่เป็นทางการ เน้นการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่เน้นตัวบทกฎหมาย เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งสันติภาพ"

          คุณสุภาวดี เพชรรัตน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) แลกเปลี่ยนประเด็น "อาสา-อาเซียน" โดยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของภาคประชาชนในการเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของการพัฒนาภูมิภาคอาเซียน ตามที่กฎบัตรอาเซียน (ASEAN Charter) หรือธรรมนูญอาเซียนระบุให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งพบว่าในทางปฏิบัติแล้วยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน

          คุณสุภาวดียกตัวอย่างโครงการ "Volunteer journey" ของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส) ที่เปิดรับสมัครเยาวชนจาก 10 ประเทศอาเซียนมาร่วมทำกิจกรรมอาสาสมัคร เพื่อทำให้เห็นว่าความเป็นอาสาสมัครเป็นสิ่งที่ไร้พรมแดน และใครก็สามารถเป็นอาสาสมัครได้ โดยกระบวนการเริ่มจากการให้เยาวชนจาก 10 ประเทศอาเซียนเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน ลดอคติที่มีต่อกัน เกิดความเป็นเพื่อน "ภายใต้จิตอาสามีคุณค่าซ่อนอยู่ คือคุณค่าความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทำให้ความเป็นจิตอาสานั้นสมบูรณ์แบบ"

          รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) เสวนาในประเด็น "จิตอาสาะ หัวใจของมนุษย์ที่สมบูรณ์ในสังคมพหวัฒนธรรม" โดยชี้ให้เห็นถึงความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของภูมิภาคอาเซียนที่มีพัฒนาการมายาวนาน มาจนถึงปัจจุบันที่ประเด็นพหุเจเนอเรชั่น เพิ่มความสำคัญมากขึ้น คนที่มีความหลากหลาย คนต่างรุ่น คนรุ่นเก่า-คนรุ่นใหม่จะอยู่ร่วมกันอย่างไร ซึ่ง "แทนที่จะมองหาปัญหา ต้องเปลี่ยนมามองถึงเรื่องบวก คิดถึงความร่วมมือ เพราะความร่วมมือกันคือคุณธรรม ต้องสร้าง Social dialogue ที่คนที่เห็นต่างกันมาพูดคุยกันได้"

          ในประเด็นความท้าทายและก้าวต่อไปของอาเซียนนั้น ผู้ร่วมเสวนาทั้งสามคนชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของภาคประชาชนในการขับเคลื่อนภูมิภาคอาเซียน โดยผศ.ดร.ธีระชี้ให้เห็นความท้าทายของภูมิภาคอาเซียนว่าอยู่ที่ คนในภูมิภาคนี้ยังสำนึกของการเป็นคนภูมิภาคเดียวกัน ประเด็นที่ต้องคิดกันต่อไปคือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดสำนึกของการเป็นภูมิภาคนิยม ซึ่งไม่จำเป็นต้องเริ่มจากผู้นำ แต่ต้องมาจากรากฐานของประชาชนอาเซียนจึงจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดี เกิดสันติสุข

          ขณะที่คุณสุภาวดีมองก้าวต่อไปของจิตอาสาอาเซียนว่าควรจะเน้นการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันที่เคารพในความเท่าเทียม (Collective) สร้างความเข้าใจวัฒนธรรมและเชื่อใจแบบลึกซึ้งผ่านการปฏิบัติร่วมกัน (Trust) รวมถึงการสร้างมิตรภาพที่เชื่อมโยงกันในอาเซียน (Friendship) อาสาสมัคร คือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม ทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องต่างๆ มากขึ้นจากการเปิดใจเรียนรู้

          รศ.นพ.สุริยเดว หรือคุณหมอเดว วิเคราะห์สังคมไทยว่ามีจุดแข็ง คือความมีน้ำใจ และมีความเป็นเพื่อนในฐานะพลเมืองอาเซียนเป็นทุนเดิม มีโอกาส คือการมีพลังบวกการหนุนเสริมพลังจิตอาสาที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้สังคมได้แต่ยังมีจุดอ่อน คือขาดการจัดการเรื่องจิตอาสาอย่างเป็นระบบ และมีอุปสรรคคือคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งที่เป็นปัจเจกนิยม (Individualism) ซึ่งต้องนำเรื่องจิตอาสามาเชื่อมโยง และขับเคลื่อนให้เกิดพลังในการก่อการดี ก้าวต่อไปของจิตอาสาจึงต้องสร้างการส่วนร่วมที่มีความหมาย (Meaningful participation) ทำให้ใจเปิด เกิดการเปลี่ยนแปลงในตนเอง เมื่อตนเองเปลี่ยนแปลง จะแผ่พฤติกรรมไปสู่คนที่ใกล้ชิด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของคนรอบข้าง ขยายไปสู่ครอบครัว สังคม และโลก (We change, world change)

          ประเด็นร่วมที่เกิดจากการเสวนาครั้งนี้ คือการทำให้เห็นว่าการเชื่อมร้อยภูมิภาคอาเซียนด้วยจิตอาสานั้นภาคประชาชนคือภาคส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนและในเวทีเสวนานี้ยังเป็นการร่วมกันให้ความหมายของจิตอาสาในมิติที่ลึกซึ้ง ตั้งแต่ระดับบุคคลที่กระบวนการจิตอาสานำไปสู่การพัฒนามิติด้านในที่มีีผลต่อจิตสำนึกของบุคคลที่คำนึงถึงเพื่อนมนุษย์และส่วนรวม ไปจนถึงระดับสังคมที่กิจกรรมจิตอาสาเปิดพื้นที่ของการเรียนรู้ร่วมกัน และยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข

ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

www.thaissf.org ,Twitter.com/Jitwiwat

สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์

ตัวชี้วัดความสุขชุมชน : ความดี ความสามารถ ความสุข เครื่องมือสำคัญของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ในศตวรรษที่ 21

ตัวชี้วัดความสุขชุมชน : ความดี ความสามารถ ความสุข

เครื่องมือสำคัญของการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น ในศตวรรษที่ 21

............................................................................

       นับตั้งแต่ต้นปี 2559 เป็นต้นมา ประเทศไทยของเรา ได้มีแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2559-2564 มีเป้าหมายให้สังคมไทยมีหลักคุณธรรม ความดีเป็นฐานของการพัฒนา เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การเป็นสังคมที่มีคุณธรรม ทำให้เกิดกระแสการตื่นตัวในภาคส่วนต่างๆ เพื่อร่วมกันดำเนินการพัฒนาองค์กรคุณธรรม ชุมชนคุณธรรม ขยายไปสู่การเป็นอำเภอที่มีคุณธรรมและจังหวัดคุณธรรม โดยมีกลไกการขับเคลื่อนปฏิบัติตั้งแต่ระดับกระทรวง ไปถึงจังหวัด เป็นกลไกปฏิบัติขับเคลื่อนรองรับ

1

 

สถานการณ์ปัจจุบันของการดำเนินการส่งเสริมชุมชนคุณธรรมนั้น ไม่ได้ราบรื่นเสียทั้งหมด ในแต่ละพื้นที่ โดยภาพรวมต่างค่อยเป็นค่อยไปตามความพร้อมของพื้นที่ ซึ่งเกิดจากความเข้าใจที่แตกต่างกันออกไป ของหน่วยงานที่รับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม จากข้อค้นพบสำคัญเกี่ยวกับชุมชนคุณธรรมนั้น พบว่า รูปแบบการพัฒนาชุมชนคุณธรรม มีหลายรูปแบบโดยเรียกชื่อตามหน่วยงานส่งเสริมหรือผู้คิดค้นความรู้นั้นๆ อาทิ หมู่บ้านแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง หมู่บ้านศีล 5 ชุมชนคุณธรรมพลัง บวร. บรม. บวชร. ชุมชนเข้มแข็งเป็นสุข ชุมชนปลอดภัย ชุมชนจัดการตนเอง ชุมชนช่อสะอาด ชุมชนสันติสุข 9 ดี ซึ่งเหล่านี้ ล้วนแต่ตั้งชื่อชุมชนตามโครงการหรือค่ายความรู้นั้นๆ จนเป็นประเด็นให้ขบคิดกันเล่นๆ ว่า ชื่อชุมชนเหล่านี้ คงจะใช้ถูกเรียกใหม่ๆ ต่อไปเรื่อยๆ ตามเจ้าของเงินและเจ้าของค่ายความรู้ อย่างไม่สิ้นสุด

         อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ค้นพบตรงกัน ในต้นแบบของชุมชนเหล่านี้ คือ มีหลักของการพัฒนาที่จะต้องมีครบองค์ประกอบสามด้าน คือ ความดี (คุณธรรม) ความสามารถ (ความรู้ ข้อมูล สติปัญญา การเรียนรู้)   และความสุข ทั้งสามมิตินี้ จะเป็นหลัก เป็นกงล้อของการพัฒนาที่สมดุล จะขาดด้านใดด้านหนึ่งไปไม่ได้ หากขาดเสียหรือหย่อนยานซึ่งด้านใดด้านหนึ่ง ก็จะเป็นการพัฒนาที่มีผลกระทบทั้งบวกและลบเกิดขึ้นอยู่เสมอ เช่น หากเรามุ่งพัฒนาขีดความสามารถชุมชนอย่างเดียว โดยไม่สนใจมิติด้านความดี ซึ่งมุ่งไปในเรื่องการทำแผน ซ่อม สร้างการบริหารจัดการ กองทุน การทำบัญชี การสื่อสารรณรงค์ เราจะประสบกับความเจริญก้าวหน้า มีความโดดเด่นทางวัตถุ เพิ่มรายได้และความเจริญขึ้นมา แต่อาจสร้างปัญหาที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขาดความมีวินัย ความพอเพียง ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม จนเกิดปัญหาอื่นๆตามมา สร้างให้เกิดเป็นสังคมที่ต่างคนต่างอยู่ก็เป็นได้ ดังนั้น ความอยู่เย็นเป็นสุข จึงเป็นเป้าหมายที่พึงประสงค์ร่วมกัน โดยจะต้องยึดหลักในความดี และความสามารถที่สมดุล

         ชุมชนคุณธรรม ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม หากพิจารณาหลักการพัฒนาทั้งสามส่วนนี้ครบถ้วนดีแล้ว ก็จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่ต่อเนื่อง สันติสุข ทั้งนี้ จะต้องใช้หลักสามประการนี้ ไปกำหนดไว้ในเป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขของชุมชน เป็นสำคัญ เพราะการจัดทำเป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขของชุมชน เป็นการยึดในประโยชน์สุขร่วมของชุมชนนั้นๆ ที่ครบทั้งสามด้าน โดยมีกระบวนการใช้เวทีสภาชุมชน เป็นเครื่องมือ กำหนดและติดตามผลร่วมกัน

2

การจัดทำเป้าหมายและตัวชี้วัดความสุขของชุมชน จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญของชุมชนต่างๆ ในวันนี้ และในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างไร เป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจอย่างยิ่งในขณะนี้ ท่านอาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ถึงกับเชื่อว่า “หากชุมชนกำหนดความสุขของตนเองได้ ความสุขจะกำหนดการพัฒนา” หมายความว่า ถ้าหมู่บ้าน ชุมชนใด สามารถกำหนดเป้าหมายความสุขร่วมกันของชุมชนได้ ก็จะทำให้เกิดการร่วมมือ ร่วมใจและเดินไปอย่างมีทิศทาง บนพื้นฐานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีกระบวนการคือ การจัดทำเป้าหมายความสุขของคนในชุมชนนั้นถือเป็นบันไดขั้นแรก จากนั้นสิ่งที่ต้องทำเป็นบันไดขั้นที่สอง คือการกำหนดตัวชี้วัดสำคัญที่จะไปให้ถึงภายใต้เป้าหมายนั้นๆ บันไดขั้นที่สามคือการกำหนดวิธีการสำคัญที่จะไปบรรลุเป้าหมาย ตัวชี้วัดร่วมกัน ซึ่งต้องดำเนินการไปตามหน้าที่ของแต่ละฝ่ายในท้องถิ่น และสุดท้ายคือ บันไดขั้นที่สี่ที่จะต้องติดตาม ประเมินผลความก้าวหน้าร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

3

จากนั้น กลุ่มองค์กรต่างๆ รวมทั้งภาคีหน่วยงานในท้องถิ่น ก็จะได้ร่วมกันปรับกิจกรรมแผนงาน ของแต่ละฝ่าย เพื่อให้สอดรับกับการบรรลุเป้าหมาย ซึ่งมีทั้งเรื่องที่ดำเนินการกันเองและขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก โดยใช้เวทีประชุมสภาชุมชน เป็นเครื่องมือติดตามผล ทำให้กิจกรรมการพัฒนาของกลุ่มต่างๆ ในชุมชนเป็นไปอย่างมีเป้าหมาย เห็นความก้าวหน้า เป็นที่รู้เห็นของคนในชุมชน ที่สำคัญยังทำให้หน่วยงานภายนอก เช่น เกษตร สาธารณสุข พอช. พมจ. กรมการพัฒนาชุมชน ปปส. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถเข้ามาเสริมได้ตรงกับสิ่งที่ชุมชนต้องการ ในแต่ละเป้าหมาย

การจัดทำเป้าหมาย ตัวชี้วัดความสุขชุมชน นอกจากจะทำให้ชุมชนท้องถิ่นนั้น ได้ทำอะไรร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย และสามารถชี้ชัด วัดผลงานได้ ตามแบบชาวบ้านกำหนดแล้ว ยังซึ่งช่วยให้การพัฒนาชุมชนท้องถิ่นมีทิศทางสำคัญ ตามหลักการ นิโรธ ในหลักอริยสัจ 4 นอกจากนี้ยังช่วยเสริมให้องค์กรและหน่วยงานสำคัญในท้องถิ่น ได้แก่ ท้องถิ่น ท้องที่ และองค์กรชุมชน ได้หันหน้าเข้ามาหากัน ทำงานร่วมกัน ภายใต้เป้าหมายร่วมกัน ตามบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน นับเป็นเครื่องมือสำคัญอีกเครื่องมือหนึ่ง ที่ทุกชุมชนท้องถิ่น สามารถนำไปปรับใช้ได้ในแต่ละพื้นที่ต่อไป   รายละเอียดติดต่อสอบถามเพิ่มเติม หรือขอชุดความรู้ได้ที่ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) 02-6449900 และมูลนิธิหัวใจอาสา โทร. 02-3183959   หรือที่ฝ่ายบริการวิชาการสังคม มศว โทร. 02-6495000 ต่อ 11398

 

ยงจิรายุ   อุปเสน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)

กระทรวงวัฒนธรรม

 

องค์กรคุณธรรม สร้างคนดี เพื่อสังคมดี

 000

 

    

   

การสร้างคนไทยให้เป็นคนดี คนเก่ง คนมีคุณภาพ ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้โดยง่าย หากไม่มีกลยุทธ์สำคัญ ที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ไปถึง กลยุทธ์สำคัญที่ว่านี้ ต้องไม่ใช่ต่างคนต่างทำ หรือทำไปโดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนตรงกัน แต่ต้องเป็นภาพของการบูรณาการทุกภาคส่วน ให้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้องค์กรของตนเอง เป็นองค์กรที่จะสร้างคนดี คู่กับความเก่ง และความมีคุณภาพ หรือ ความเป็นองค์กรคุณธรรม

       ทุกภาคส่วนที่สำคัญ ประกอบด้วย ครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา องค์กรศาสนา ภาคธุรกิจเอกชน สื่อมวลชน องค์กรของรัฐ และประชาชนทั่วไป จะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างคนดี โดยไม่ปล่อยให้เป็นภาระของหน่วยใดหน่วยหนึ่ง ดังที่เคยปรากฏมาในอดีต เพราะการสร้างสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้เกิดความดีนั้น ทำฝ่ายเดียวไม่ได้ เข้าทำนองดีคนเดียวไม่พอ ต้องร่วมกันทำดี จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้

       องค์กรคุณธรรม คือ องค์กรที่ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หรือพนักงานแสดงเจตนารมย์และมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมคุณธรรมของคนในองค์กร และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่มีคุณธรรม โดยยึดหลักดำเนินการ ๓ ด้าน คือ

๑.   บริหารจัดการองค์กรให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

๒.   ส่งเสริมสนับสนุนให้คนในองค์กร เป็นคนดี มีคุณธรรมเป็นหลักยึดปฏิบัติร่วมกัน

๓.   รณรงค์ ส่งเสริมและแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อชุมชน สังคมและประเทศชาติ

ทั้งนี้ ก็เพื่อรับผิดชอบต่อสมาชิกองค์กร ให้ช่วยกันเปลี่ยนแปลงตนเอง ในระดับบุคคล และให้ทำประโยชน์สุขต่อส่วนรวม

การพัฒนาองค์กรให้เป็นองค์กรคุณธรรม จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญของรัฐบาล ที่จะขับเคลื่อนสังคมไทย ไปสู่จุดหมาย ด้วยฐานของคุณธรรม ซึ่งเป็นรากเง้าของความสุขที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน ศูนย์คุณธรรม ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการ ในคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ได้ศึกษา และสำรวจองค์กรคุณธรรม ในสังคมไทย และเชื่อมโยงองค์กรเหล่านี้ ด้วยกระบวนการสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ พบว่า องค์กรคุณธรรม ตอบโจทย์วิสัยทัศน์ประเทศไทย คือ ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ได้มากที่สุด และองค์กรต่างๆ เหล่านี้ มีกันอยู่แล้ว กระจายกันแพร่หลายในทุกกลุ่ม สาขา อาชีพ ทั้งในรูปแบบชุมชนคุณธรรม สถานศึกษาคุณธรรม โรงพยาบาลคุณธรรม โรงงานคุณธรรม โรงพักคุณธรรม วัดส่งเสริมคุณธรรม หน่วยงานรัฐคุณธรรมและอีกหลายๆ กลุ่ม

อย่างไรก็ดี การสร้างพื้นที่ความดีจากจุดเล็กๆ ยังไม่พอ จะต้องมีการเชื่อมโยงกันเป็นภาพใหญ่ ให้ทุกจุดเป็นหูเป็นตาสอดส่องกันเอง ดูแลลูกหลานตนเอง คนในองค์กรด้วยกันเองอีกด้วย ดังนั้น ศูนย์คุณธรรม จึงได้มีบทบาทในการเชื่อมโยงและเปิดพื้นที่กลาง ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ยกย่องเชิดชูการทำความดี ทุกรูปแบบผ่านกระบวนการสมัชชาคุณธรรม ระดับจังหวัด ภาคและชาติ ซึ่งได้เห็นรูปธรรมชัดเจนว่า หากนำคุณธรรม มายึดเป็นเป้าหมายร่วมกัน กิจกรรมของทุกองค์กร ก็จะสะท้อนคุณค่าของการวัดผลที่คุณภาพของคนต้องดีขึ้น เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีงาม ลดปัญหาทางสังคมได้ เมื่อทำสำเร็จความสุขก็เพิ่มขึ้น และความทุกข์ก็จะลดลง เช่น ตัวอย่างของแก้ไขปัญหาท้องก่อนวัยอันควร ปัญหาการใช้สารเคมีในการเกษตร ปัญหาคนชรา คนพิการถูกทอดทิ้ง ได้รับการจัดการดูแลด้วยระบบชุมชนคุณธรรม อำเภอคุณธรรม กรณี อ.บางมูลนาก จังหวัดพิจิตร และการแก้ไขปัญหาเยาวชนยกพวกตีกัน การลักขโมย การก่อกวนความสงบสุขในหมู่บ้าน ด้วยกระบวนการธรรมนูญสันติสุขหมู่บ้าน ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น

หากเราเชื่อมั่นว่า คุณธรรม เป็นฐานของการพัฒนา ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศวัย จะมีหลักยึด และสร้างสรรค์แต่สิ่งดีงาม ไปในทางบวก อย่างแน่นอน

มาร่วมกันเป็นองค์กรคุณธรรม สร้างคนดี เพื่อสังคมดี ที่จะยกระดับคนดีให้เป็นคนคุณภาพ ด้วยการมีพฤติกรรมความพอเพียง ความมีวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต และการมีจิตสาธารณะ ที่สำนึกรับผิดชอบต่อส่วนรวม และขับเคลื่อนประเทศไทย ไปด้วยกัน ด้วยพลังเครือข่ายคุณธรรมในสังคม ที่มาจากองค์กรคุณธรรมเหล่านี้ แล้วประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม จะเป็นจริง ....

ยงจิรายุ   อุปเสน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)

กระทรวงวัฒนธรรม

 

ขับเคลื่อนคุณธรรม ต้องทำเป็นขบวนการ บทเรียนจากการศึกษาดูงานมูลนิธิพุทธฉือจี้ ประเทศไต้หวัน

      ขับเคลื่อนคุณธรรม ต้องทำเป็นขบวนการ

บทเรียนจากการศึกษาดูงานมูลนิธิพุทธฉือจี้ ประเทศไต้หวัน

............................................................................

       

มูลนิธิพุทธฉือจี้ ถือเป็นองค์กรการกุศลองค์กรหนึ่งที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก เพราะเข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความยากจนในประเทศต่างๆ อยู่เสมอ ในประเทศไทยเราเอง ก็เคยได้รับการช่วยเหลือในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สึนามิ ปลายปี 2546 และได้เข้ามาจัดตั้งโรงเรียนตามแนวพุทธที่จังหวัดเชียงราย เมื่อหลายปีก่อน

001

มูลนิธินี้ ก่อกำเนิดขึ้นมาจากผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง ที่เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเป็นภิกษุณีและได้ฉายานามว่าเจิ้งเหยียน เมื่อบวชแล้วก็ได้ศึกษาพระธรรมจนแตกฉาน จนได้ค้นพบความจริงในหลักธรรมคือ พรหมวิหารสี่  จากการที่ได้พบเห็นคนทุกข์ยากลำบาก ท่านก็ได้เริ่มหาเงินเพื่อไปช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ด้วยการเย็บรองเท้าขาย เพื่อเก็บเงินไปช่วยเหลือชาวบ้าน จากนั้นก็ออกแสดงธรรมและชักชวนให้กลุ่มแม่บ้าน ได้มาช่วยกันออมเงินในกระบอกไม้ไผ่ เพื่อนำไปช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนทุกข์ยาก  ท่านสอนว่า “...ความลำบากของชาวบ้านคือโอกาสที่เราจะได้ทำความดีงาม  คนที่ตกทุกข์ได้ยากนั้น คือ พระโพธิสัตว์ที่จำแลงมาในปางตกทุกข์ หากเราได้ดูแลเขา ก็เหมือนได้ดูแลพระพุทธเจ้า..” คำสอนนี้ได้ถูกปลูกฝังในกลุ่มอาสาสมัครของพุทธฉือจี้ไปทั่วโลก 

จากนั้นท่านก็ได้พบว่า ชาวบ้านที่ทุกข์ลำบากนั้น ล้วนมีปัญหาสุขภาพทั้งนั้น ภาพที่ท่านเห็นกองเลือดของหญิงที่คลอดลูกหน้าคลินิก เพียงเพราะไม่มีเงินค่ามัดจำคลีนิค 8,000 เหรียญนั้น ได้ก่อประกายให้ท่านได้เริ่มงานที่สองคือ การสร้างโรงพยาบาลขึ้น เพื่อบำบัดรักษาคนป่วย  ด้วยแนวคิดที่ว่า การรักษาคนไข้นั้น คือ การรักษาพยาบาลพระพุทธเจ้า และยกเอารูปที่พระพุทธเจ้าดูแลพระสงฆ์ที่อาพาธมาเป็นภาพวาดขนาดใหญ่ในทุกโรงพยาบาลของฉือจี้ ที่มีอยู่ทั้ง 6 แห่ง ในเวลานั้นทั่วประเทศในไต้หวัน เพื่อเตือนสติทุกคนว่า การดูแลคนไข้นั้น คือ การทำความดีที่หาที่สุดไม่ได้  ดังนั้น ในโรงพยาบาลทุกแห่งจะมีอาสาสมัครที่เข้ามาทำงานให้กับโรงพยาบาลโดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ นับหลายร้อยคนต่อวัน

เมื่อท่านได้ทำงานกับคนเจ็บป่วย ท่านได้เห็นความสำคัญของการศึกษาอย่างมาก เพราะเห็นว่า คนที่จะไปดูแลคนไข้ คนที่จะเป็นครูอาจารย์ ล้วนต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมอย่างสูง และหากสังคมเป็นสังคมที่มีคุณธรรม ปัญหาทางสังคมก็จะลดน้อยลง ดังนั้น ท่านก็จึงริเริ่มสร้างสถานศึกษา จนถึงระดับมหาวิทยาลัยขึ้น โดยการสนับสนุนของผู้คนต่างๆ ทุกระดับทั้งในและต่างประเทศ  จนมหาวิทยาลัยของฉือจี้ เป็นมหาวิทยาลัยที่ผู้คนปรารถนาที่จะเข้ามาเรียนมากที่สุด เป็นอันดับต้นๆของประเทศก็ว่าได้  และยังได้ขยายการจัดตั้งโรงเรียนไปสู่ประเทศต่างๆ เพื่อสร้างและดำเนินการเรียนการสอนที่เน้นปลูกฝังทางจริยธรรมแก่เด็กและเยาวชนอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังขยายงานไปสู่การส่งเสริมวัฒนธรรมมนุษย์ โดยมีสถานีโทรทัศน์ของตนเอง ที่เผยแพร่ความดีงามของคนที่ทำดี  เสนอข่าวสารที่เป็นจริงทั้งเหตุและผล และทางออกต่อสังคม  มีกิจกรรมส่งเสริมทางวัฒนธรรม มีวารสารที่ตีแผ่ไปทั่วโลกเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จนได้รับรางวัลระดับชาติมาแล้วหลายครั้ง

 

002

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นเพราะความมุ่งมั่นของผู้หญิงคนหนึ่งที่มุ่งสอนคนอื่นด้วยหลักของการปฏิบัติโดยไม่รอหรืออ้อนวอนใดๆจากภายนอก    ท่านสอนย้ำตลอดมากว่าห้าสิบปีว่า มนุษย์ทุกคนควรเป็นผู้ให้ เริ่มต้นจากการให้รอยยิ้มดีๆต่อกัน  ต้องรู้จักขอบคุณกันและกัน แม้กระทั่งคนที่ทุกข์ยากก็ให้ขอบคุณเขา เพราะมีคนที่ทุกข์ยาก เราจึงมีโอกาสได้ทำความดี  ต้องรู้จักยกย่องคนอื่น แม้แต่ศพที่ตายแล้ว  ก็สามารถเป็นบรมครูที่ไร้เสียงให้แก่เราได้  และที่สำคัญเราต้องมีเมตตาที่ดีต่อกัน ให้ความรักแก่เพื่อนมนุษย์ทั่วโลก โดยไม่มีศาสนา ความเชื่อใดๆ มาเป็นอุปสรรคขวางกั้น ให้มองคนอื่นเป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนเรา แล้วเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากที่สุด

การไปศึกษามูลนิธิพุทธฉือจี้หลายคนคงได้รับอะไรมามากต่อมาก อย่างน้อยก็กระตุ้นเตือนตนเองให้เห็นว่า อุดมการณ์กินได้  หากเรามุ่งมั่นทำจริง โดยไม่ต้องรอคนอื่น  แต่สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ได้กลับเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับขบวนการ ซึ่งที่ฉือจี้ ผมมองภาพที่เห็นเป็นขบวนการ  และขบวนการนี้ควรนำมาปรับใช้กับภาคีเครือข่ายทางสังคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้  นั่นก็คือ

          1. ขบวนการต้องมีอุดมการณ์ร่วม  ซึ่งอุดมการณ์ร่วมนี้ มูลนิธิพุทธฉือจี้มีความชัดเจน คือยึดมั่นในหลักของพรหมวิหารสี่  แต่ในขบวนการของบ้านเรา หากมองผ่านขบวนการขับเคลื่อนสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ  เรายังใหม่ต่อการจัดตั้งขบวน เพราะเพิ่งเกิดคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เกิดอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมระดับกระทรวงและจังหวัด เพื่อขับเคลื่อนงานด้านคุณธรรม ซึ่งยังต้องใช้เวลาและเงื่อนไขหลายอย่างเพื่อการปรับจูนให้ตรงกัน    

003           2. ขบวนการต้องมีทิศทางร่วมที่ชัดเจน ทิศทางของ มูลนิธิพุทธฉือจี้มีความชัดเจนในตัวเอง โดยเริ่มจากการสังคมสงเคราะห์ มาสู่การพัฒนาสุขภาวะ  การพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาวัฒนธรรมมนุษย์ 

          3. ขบวนการต้องมีแกนนำหรือผู้นำที่น่าเชื่อถือ จะมากหรือน้อยก็ไม่สำคัญ แต่คนๆนั้น สามารถเป็นบุคคลเชิงสัญลักษณ์ได้  มูลนิธิพุทธฉือจี้มีท่านธรรมาจารย์เจิ้ง
เหยียนเป็นสัญลักษณ์และมีคณะกรรมการบริหาร
15 คน ซึ่งเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือเป็นกลไกสำคัญ  รวมถึงการมีแกนนำที่คัดเลือกมาจากอาสาสมัคร 20:1 ขึ้นมาเป็นกลไกทำงานทุกระดับ แสดงถึงการมีแกนนำที่มีคุณภาพชัดเจน 

004          4. ขบวนการต้องมีสมาชิก ที่เชื่อมโยงเป็นเครือข่าย  มูลนิธิพุทธฉือจี้มีระบบอาสาสมัครที่เข้ามาร่วมงานมากมาย ถูกเก็บข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์  มีคนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นอาสาสมัคร ซึ่งต้องผ่านการฝึกอบรม 2 ปี จึงจะมีโอกาสใส่ชุดอาสาสมัคร มูลนิธิพุทธฉือจี้ได้ และคนเหล่านี้ โยงใยกันเป็นเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ มีกิจกรรมที่เข้ามาทำงานร่วมกันอยู่ต่อเนื่อง  

005          5. ขบวนการต้องมีการสื่อสาร โฆษนา  มูลนิธิพุทธฉือจี้มีระบบสื่อสารของตนเอง ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ  หนังสือพิมพ์  และวารสารสำคัญที่ตีแผ่ทั่วโลก เพื่อมุ่งประชาสัมพันธ์ความดีที่คนทำ  สร้างขวัญกำลังใจให้คนทำความดีต่อเนื่อง ทำให้คนสนใจอยากเข้าร่วมขบวนการอย่างมา

          6. ขบวนการต้องมีต้นแบบความสำเร็จ หรือศูนย์เรียนรู้   ฉือจี้ เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นว่า ความดีงาม ความสำเร็จ สามารถถ่ายทอดสู่กันได้  ข้อมูลความรู้ที่ทำ ต้องมีการบันทึก สรุป  ขยายผล  สร้างให้งานฉือจี้มีพิพิธภัณฑ์ของตนเอง  มีห้องเรียนวิชาต่างๆมากมาย ในศาสตร์และศิลปะแห่งการเป็นมนุษย์ 

006          7. ขบวนการต้องมีการสร้างคนรุ่นใหม่ มูลนิธิพุทธฉือจี้มีโรงเรียน มีมหาวิทยาลัยของตนเอง เพื่อสร้างคนในแบบฉบับที่ ฉือจี้ต้องการ  จึงได้คนในแบบที่เขาต้องการอย่างมาก ผู้คนแห่ส่งลูกหลานมาเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยพุทธฉือจี้ 

007           8. ขบวนการต้องมีทุนของตนเอง มูลนิธิพุทธฉือจี้มีการจัดระบบทุนที่น่าสนใจ ทางหนึ่งได้มาจากการบริจาคจากผู้คนทุกระดับ   ทางหนึ่งมาจากการจัดการขยะเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม โดยรายได้กว่า 30 % จากโรงงานคัดแยกขยะจะนำมาเป็นรายได้ของมูลนิธิ และค่าใช้จ่ายของสถานีโทรทัศน์ต้าอ้ายของมูลนิธิ  และอีกทางหนึ่งได้มาจากการขายสิ่งของ หนังสือ ที่ระลึกต่างๆ  ซึ่งทำให้งานของ ม.ฉือจี้อยู่ได้  ปัจจัยสำคัญคือรายได้ที่ได้มา ถูกใช้อย่างโปร่งใสตรงกับเจตนารมณ์ของผู้ให้ ฉือจี้จึงอยู่ได้ด้วยตนเอง 

008          9. ขบวนการต้องมีสัญลักษณ์  มูลนิธิพุทธฉือจี้มีสัญลักษณ์ของขบวนการ เป็นรูปดอกบัว 8 กลีบ ที่ห่อหุ้มโลก สัญลักษณ์บ่งบอกถึงตัวตนของคนที่จะเข้าร่วมขบวนการ  คนที่คิด ทำคล้ายกันก็จะเข้ามาอยู่ร่วมกัน ทำให้ฉือจี้มีงานครั้งใด คนจะแห่เข้าร่วมงานได้มากขึ้นๆ สร้างให้คนรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน โดยไม่แบ่งแยกภาษาศาสนา และลัทธิต่างๆ 

009

ผมเสนอเรื่องราวมูลนิธิพุทธฉือจี้มานี้ ไม่ได้หมายความว่า ฉือจี้เป็นองค์กรที่ดีไปหมด ทุกขบวนการมีจุดอ่อนเหมือนกัน แต่เราไปเพื่อค้นหาของดี แล้วเราก็นำมาปรับใช้ในเมืองไทยเรา เรื่องขบวนการ จึงเป็นจุดเน้นสำคัญที่เราควรจะนำมาปรับใช้ได้ และนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่เราจะต้องขับเคลื่อนให้ภาคีเครือข่ายทางสังคม ทั้งภาครัฐ  เอกชน สถาบันศาสนา  สื่อมวลชน ชุมชน ประชาสังคม สถานศึกษา  เข้ามามีบทบาท มาร่วมมือกัน อย่างมีเป้าหมายทิศทาง เพื่อนำไปสู่การรณรงค์ ส่งเสริมสังคมไทย ให้เป็นสังคมที่มีคุณธรรม ไม่ทอดทิ้งกันและเป็นสังคมที่มีสำนึกพลเมือง   

 

ยงจิรายุ   อุปเสน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)

กระทรวงวัฒนธรรม

Powered by Spearhead Software Labs Joomla Facebook Like Button