เสน่ห์ ของสมัชชาคุณธรรม โดย ยงจิรายุ อุปเสน

 

1

    

    สมัชชาคุณธรรม เป็นภารกิจหนึ่งของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ตามกฏหมาย ที่เป็นรูปแบบของการสร้างพื้นที่กลางของเครือข่ายทางสังคม ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างความร่วมมือ และพัฒนาข้อเสนอต่อสังคมและนโยบาย ในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมไทย ให้เป็นสังคมที่มีคุณธรรม และมีธรรมาภิบาล สมัชชาคุณธรรม จึงเป็นกระบวนการที่สร้างการเรียนรู้ทางสังคม ที่ภาคส่วนต่างๆ มีส่วนร่วม และเป็นหุ้นส่วนโดยความสมัครใจ โดยไม่มีการบังคับใดๆ

     ที่ผ่านมา สมัชชาคุณธรรม เป็นเวทีกลางที่จัดขึ้น ในสามระดับ คือ สมัชชาคุณธรรมระดับจังหวัด สมัชชาคุณธรรมระดับภาค และสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ โดยสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ได้มีการจัดมาแล้ว ถึง 9 ครั้ง และเป็นการจัดงานที่สอดคล้องกับสถานการณ์ประเทศที่สำคัญ และสอดคล้องกับประเด็นด้านคุณธรรม จนกลายเป็นสมัชชาระดับชาติ อีกหนึ่งสมัชชา ที่มีเครือข่ายทางสังคมเข้าร่วมเพิ่มมากขึ้นๆ ในทุกๆปี โดยที่ปัจจุบัน ยังไม่มีระบบสมาชิกสมัชชา เช่นกับสมัชชาอื่นๆ

      นับตั้งแต่รัฐบาลปัจจุบัน ได้เห็นชอบแผนแม่บทส่งเสริมคุณะรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2559 -2564 ทำให้เกิดกระแสการพัฒนาด้านคุณธรรมขยายตัวมากขึ้น เพราะตอบสนองต่อสภาพปัญหาสังคมไทยในปัจจุบัน รวมถึงการเกิดกลไกปฏิบัติขับเคลื่อนในระดับต่างๆ ทั้งระดับกระทรวงและจังหวัด ซึ่งการมีแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรม ในแต่ละระดับ จำเป็นต้องมีพื้นที่กลาง เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และยกระดับการพัฒนาต่อเนื่อง หนึ่งในความต้องการนั้น คือ สมัชชาคุณธรรม ซึ่งเป็นรูปแบบที่จะถูกนำไปใช้ในหลายๆ กลุ่ม เพราะเป็นสมัชชาที่มีพลัง และเป็นสมัชชาที่ภาคนโยบายให้ความสำคัญ เข้าร่วมและรับข้อเสนอนโยบายไปสู่การปฏิบัติมาต่อเนื่อง อาทิ การลาไปทำจิตอาสาของเจ้าหน้าที่รัฐ การพัฒนาแผนแม่บทความซื่อตรงแห่งชาติ การขับเคลื่อนแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ กรอบแนวทางแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ ในยุทธศาสตร์ที่ 3 ว่าด้วยการพัฒนาคุณภาพคน เป็นต้น

     ที่ผ่านมานอกจากสมัชชาคุณธรรม จะมีความสำเร็จที่เป็นจำนวนองค์กรที่เข้าร่วมกระบวนการเพิ่มมากขึ้นทุกปี มีคนเข้าร่วมและได้รับประโยชน์จากกระบวนการสมัชชาคุณธรรมเพิ่มมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นที่สำคัญ จนทำให้สมัชชาคุณธรรมโดดเด่นขึ้นมาได้ ในปัจจุบัน คือ

 

1. ใครๆ ก็เข้าถึงได้ เพราะรวมคนเข้า ไม่กันออก ไม่ติดในประเด็นงานที่ทำ เพราะมีความเชื่อว่า ทุกประเด็นงานมีมิติด้านความดี เป็นฐานอยู่แล้ว ดังนั้น ทุกกลุ่ม ทุกประเด็นงาน จึงสามารถเข้าร่วมกระบวนการสมัชชาคุณธรรมได้ โดยภาคภูมิและไม่ถูกปิดกั้น  

2. มีตลาดนัดความดี เป็นพื้นที่แสดงพฤติกรรมสะท้อนคุณธรรม ผ่านการลงมือปฏิบัติ โดยไม่บังคับ เรียกร้อง ในหลากหลายรูปแบบ อาทิ จิตอาสาเก็บขยะ บริการนวด แนะนำเส้นทาง การระดมทุน เปิดร้านทานฟรี โรงทาน คลีนิคคุณธรรม ดนตรีเพื่อสร้างพลังบวก ล้างจานล้างใจ ฯลฯ ซึ่งใครๆก็ทำได้ ไม่ต้องเดี๋ยว

3. ไม่มีกลไกสมัชชาเชิงโครงสร้างอำนาจ และแข็งตัว ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร เพราะมีพื้นฐานการมาแชร์ เชื่อม สร้างความดีด้วยกัน ไม่มีการบังคับ สั่งการ ต้องเข้าร่วมโดยสมัครใจ

4. ยึดประโยชน์ 4 อย่าง หรือ 4 ย. คือ ย้ำ.. ความสำคัญของความดี   ยก..ย่องความดี ทุกรูปแบบ โยง.. ใยเป็นพลังเครือข่ายเรียนรู้ปฏิบัติ และขยาย ..ความรู้ สู่สังคมเป็นการให้และแบ่งปัน " ย้ำ ยก โยง ขยาย" คือ ประโยชน์สุขร่วมกันของภาคีสมัชชาคุณธรรม

5. มติสมัชชา ไม่เน้นเสนอให้คนอื่นทำ แต่เน้นที่องค์กรเครือข่ายจะต้องทำ แม้คนอื่น จะไม่ทำก็ไม่เป็นทุกข์ ที่ต้องคาดหวังจากคนอื่น

6. สมัชชาคุณธรรม เป็นตัวแบบการบูรณาการความร่วมมือเพื่อการเปลี่ยนแปลง เป็นคำตอบว่า จะสร้างคนดี ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้ดีร่วมกัน ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน องค์กร หน่วยงาน ต่างต้องเป็นแบบที่ดีด้วยกัน และมีเป้าหมายที่จะสร้างคนดีร่วมกันเป็นสำคัญ ซึ่งสมัชชาคุณธรรม สามารถจัดทำได้ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค และชาติ

7. สมัชชาคุณธรรม ทำแล้วเป็นภาพลักษณ์ที่ดีงาม ตำบล อำเภอ จังหวัดใด สามารถดำเนินการได้ ก็จะเป็นพลังทางบวก และส่งผลต่อภาพลักษณ์องค์กร ในทางสาธารณะ

นี่คือ อัตลักษณ์สมัชชาคุณธรรม ที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้

 

2

สามสมบูรณ์ กับความสมดุลที่ยั่งยืน โดย ยงจิรายุ อุปเสน , สิทธิพร กล้าแข็ง

 

 1

 อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้ให้แนวทางการพัฒนาไว้ว่า ควรทำให้เกิดการพัฒนาที่สมดุล ภายใต้กงล้อการพัฒนา ๓ มิติ คือ ความดี ความสามารถ และความสุข ความดี เป็นฐานของการพัฒนาที่จะนำไปสู่ความสุข ความร่มเย็น ความยั่งยืน เป็นฐานให้เกิดความสามารถที่จะใช้ไปในทางที่ถูกต้องดีงาม ความสามารถที่ดีงาม ก็จะสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้น และเป็นความเร็จที่เป็นประโยชน์สุขร่วมกันของสังคม ตั้งแต่จุดเล็กที่สุด ไปถึงสังคมใหญ่ของประเทศ

จากการได้เข้าเยี่ยมชม บริษัท สมบูรณ์กรุ๊๊ป แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) อ.บางโฉลง จ.สุมทรปราการ และ ศูนย์การเรียนรู้ ( Somboon Learning Academy) ของบริษัทกลุ่มสมบูรณ์ อมตะซิตี้ จ.ระยอง เราก็ได้พบว่า บริษัทกลุ่มสมบูรณ์ มีปรัชญาการพัฒนาที่ครบองค์ประกอบทั้งสามด้าน อย่างสอดคล้อง และเป็นไปตามแนวทางที่คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ต้องการให้เกิดขึ้นกับองค์กรต่างๆ ในสังคม

บริษัท สมบูรณ์กรุ๊๊ป แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจผลิตชิ้นส่วนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลเพื่อการเกษตร โดยมุ่งเน้นการเติบโตที่ยั่งยืน สร้างผลกำไรภายใต้การตอบสนองความคาดหวังของลูกค้า และมีความรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งหลักการทั้งหมดนี้ได้รับการสืบทอดและส่งต่อมาตั้งแต่รุ่นนายห้างสมบูรณ์ กิตะพาณิชย์ จนถึงทายาทรุ่นปัจจุบัน ซึ่งท่านได้ยึดมั่นในเรื่องของคุณธรรม ความกตัญญู ซื่อสัตย์ ขยันและอดทน เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการดำเนินธุรกิจ ที่รับผิดชอบต่อสังคม จนก่อเกิดเป็นโครงการต่าง ๆ มากมายที่เป็นประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ

ที่สำคัญที่สุด คือ บริษัท สมบูรณ์กรุ๊๊ป แอ๊ดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ได้ดำเนินธุรกิจภายใต้หลัก 3 สมบูรณ์ สร้างสมดุล คือ ฅนสมบูรณ์ ธุรกิจสมบูรณ์ และชุมชนสมบูรณ์ เน้นพนักงานเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา โดยน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ตามบริบทขององค์กร จึงเป็นที่มาของปรัชญาในการดำเนินธุรกิจ และเป็นแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของกลุ่มสมบูรณ์

คำว่า “ฅนสมบูรณ์” ในที่นี้หมายถึง คนที่สร้างคุณค่าให้กับตัวเอง สร้างคุณค่าให้กับองค์กร และสร้างคุณค่าให้กับสังคม

“ธุรกิจสมบูรณ์” หมายถึง การสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เป็นการสร้างประโยชน์ตอบโจทย์ผู้ร่วมทุนอย่างมีธรรมาภิบาล

“ชุมชนสมบูรณ์” คือ การมีส่วนร่วมในการสร้างโอกาสเพื่ือสร้างคุณค่าเพิ่มให้ชุมชนรอบข้าง และประเทศชาติ

องค์ประกอบของการพัฒนา ทั้งสามสมบูรณ์ ของปรัชญาการดำเนินธุรกิจ เป็นไปอย่างสอดคล้องกับหลักของการพัฒนา ๓ กงล้อ ที่ อาจารย์ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้เคยให้ไว้ คือ คนสมบูรณ์ เป็นมิติของความดี การสร้างคุณค่า ธุรกิจสมบูรณ์ เป็นมิติของความสามารถที่นำมาสู่การสร้างกำไร หรือผลตอบแทนต่อผู้ร่วมทุนอย่างมีคุณธรรม และ ชุมชนสมบูรณ์ เป็นมิติของความสุข เป็นประโยชน์สุขร่วมกันกับชุมชนและสังคม และประเทศชาติ ซึ่งทั้งสามส่วนนี้ ก็เป็นหลักการพัฒนาตามแนวทางพระพุทธศาสนา เรียกไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นชื่อย่อของมรรค มีองค์ ๘ ซึ่งเป็นทางที่จะนำไปสู่ความสุขและสันติ

เมื่อจำแนกมรรคมีองค์ ๘ ออกเป็นหมวดๆ ๓ หมวด จะได้เป็น ดังนี้

หมวดศีล คือ ความดี ตรงกับความเป็นคนที่สมบูรณ์ ประกอบด้วย สัมมาวาจา การพูดจาชอบ สัมมากัมมันตะ การทำการงานชอบ และสัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีวิตชอบ

หมวดสมาธิ คือ ความสุข หรือประโยชน์สุขของการเป็นชุมชนสมบูรณ์ ประกอบด้วย สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ สัมมาสติ ความระลึกชอบ และสัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่นชอบ ในสิ่งที่ควรทำและเป็นความถูกต้องดีงามต่อชุมชนและสังคม ประเทศชาติ

หมวดปัญญา คือ ความสามารถหรือการประกอบธุรกิจที่สำเร็จ สมบูรณ์ ซึ่งต้องประกอบด้วย สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ และสัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ

ดังนั้นไตรสิกขาคือ ปัญญา ศีล สมาธิ ซึ่งเป็นชื่อย่อของมรรคมีองค์ ๘ จึงเป็นฐานของการพัฒนาที่สมบูรณ์ เป็นการพัฒนาที่สมดุลของโลก แม้คำศัพท์ที่กล่าวเรียก จะต่างกันไปตามยุคสมัยแต่แก่นแท้ของการพัฒนาที่สมดุลนั้น ยังต้องประกอบด้วยความดี (ศีล) ความสามารถ (ปัญญา) และความสุข (สมาธิ) อยู่เช่นนั้นนั่นเอง

หลักการสามสมบูรณ์ ได้ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และลงไปถึงพนักงานในทุกระดับ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาที่มีกระบวนสำคัญ คือเรื่องของการพัฒนาคน เพราะเชื่อว่าการหล่อหลอมอบรม บ่มเพาะ พัฒนาคนให้เป็นคนดีนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของความดีทั้งหมด ซึ่งถือเป็นกระดุมเม็ดแรก เนื่องจากการเป็นคนดีเป็นเรื่องของจิตสำนึก แต่การเป็นคนเก่งเป็นสิ่งที่สร้างได้จากการพัฒนาวิชาชีพในการทำงาน และเมื่อคนเก่งแล้วก็ต้องสร้างจิตสำนึกให้เป็นคนดียิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วย โดยการเอาความเก่งของตัวเองส่งต่อให้เพื่อนร่วมงาน องค์กร และสังคม เช่น การสอนงานให้กับเพื่อนพนักงานรุ่นใหม่ การให้ความรู้แก่ชุมชน การช่วยเหลือชุมชมและสังคม การแสดงออกลักษณะนี้ถือว่าเป็นการพัฒนาด้านฅนสมบูรณ์ ในความหมายของสมบูรณ์ กรุ๊ป

 2

 การดำเนินด้านการพัฒนาคน ถือว่าเป็นกระบวนสำคัญต่อความเติบโตอย่างมั่นคงทางธุรกิจในกลุ่มสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้เองผู้บริหาร คณะทำงาน พนักงาน ในทุกระดับ ได้ร่วมมือกันออกแบบและพัฒนาโครงการต่าง ๆ มากมาย ทั้งเป็นโครงการที่ทำเองภายในกลุ่ม และโครงการที่ร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก เช่น โครงการโรงเรียนในโรงงาน โครงการพัฒนาช่างเทคนิค โครงการช้างเผือก โครงการข้าราชการพันธุ์ใหม่ โครงการทุนการศึกษาเพื่อลูกพ่อ โครงการเตรียมความพร้อมพนักงานก่อนวัยเกษียณ โครงการทุนพัฒนาบ้านเกิด เป็นต้น นอกจากนี้ได้มีการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ (Somboon Learning Academy) และพัฒนาหลักสูตรอบรมภายใน ครอบคลุมตั้งแต่พื้นฐานและหลักสูตรเฉพาะทางตามสายอาชีพ เพื่อหล่อหลอมและพัฒนาศักยภาพพนักงานไปในทิศทางเดียวกัน

เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงกิจกรรมบางส่วนที่หยิบยกมาเล่าจากการได้รับโอกาสไปร่วมดูงานขององค์กรแห่งนี้ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีแนวทางการดำเนินธุรกิจที่น่าสนใจในด้านการพัฒนาคนให้เป็นคนดีและคนเก่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสังคมไทยในปัจจุบันอย่างมาก หากจะเปรียบไปแล้ว การพัฒนาคนก็เหมือนกับการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของบริษัท ไม่ว่าเหล็กกล้าจะมาจากแหล่งไหน มีรูปร่างเป็นอย่างไรก็ตาม ก็ต้องผ่านกระบวนการหลอมที่ต้องใช้พลังงานความร้อนสูง เพื่อขึ้นรูปตามแบบที่ได้กำหนดไว้ เมื่อได้ตามแบบที่ต้องการแล้วก็ต้องผ่านกระบวนการตกแต่งให้สวยงาม และตรวจสอบตามมาตรฐานคุณภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าสินค้ามีคุณภาพครบถ้วนตามที่ต้องการก่อนส่งออกไปสู่มือลูกค้า ลูกค้าเองก็ย่อมพึงพอใจเมื่อได้รับของดีมีคุณภาพ เช่นเดียวกัน คนของสมบูรณ์กรุ๊ปก็ต้องผ่านกระบวนการหล่อหลอม อบรม บ่มเพาะพัฒนา จนกลายเป็นคนดีและคนเก่งตามเป้าหมายขององค์กร ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางธุรกิจ ให้กลายเป็นธุรกิจสมบูรณ์ ความสมบูรณ์ทั้งสองส่วนนี้ได้ส่งต่อสู่ชุมชนสมบูรณ์ ในรูปแบบของการช่วยเหลือ แบ่งปัน ส่งเสริมชุมชนผ่านช่องทางต่างๆ เป็นการพัฒนาที่สมดุล บนพื้นฐานคุณธรรม หนึ่งในแบบอย่างขององค์กรธุรกิจที่ส่งเสริมคุณธรรม ที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมองค์กรสุขภาวะเพื่อขับเคลื่อนสู่องค์กรคุณธรรม ในวันนี้

ยงจิรายุ   อุปเสน

สิทธิพร กล้าแข็ง

โครงการส่งเสริมองค์กรสุขภาวะเพื่อขับเคลื่อนสู่องค์กรคุณธรรม

โดย สสส. ศูนย์คุณธรรม และมูลนิธิหัวใจอาสา

ปรากฏการณ์ถ้ำหลวงและจิตอาสายุคดิจิตอลแพลตฟอร์ม : ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

 S 9838865

 

10 ตุลาคม 2561 จะครบ 3 เดือนที่ทีมฟุตบอลเยาวชนและโค้ช 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย ตลอดระยะเวลา 18 วันของภารกิจช่วยเหลือ สังคมไทยได้เห็นถึงพลังของความร่วมแรงร่วมใจ พลังของจิตอาสาที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกมุมโลก

          ท่ามกลางความร่วมมือร่วมใจประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ พลังของสื่อสังคมออนไลน์ที่นอกจากมีบทบาทในการให้ข้อมูลข่าวสาร สร้างการรับรู้ และเป็นพื้นที่กลางในการประสานงานแล้ว พลังของสื่อชนิดนี้ยังสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในตัวคนด้วย

          ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) มีโอกาสได้สัมภาษณ์จิตอาสาที่ร่วมช่วยเหลือในภารกิจถ้ำหลวง 2 กรณี คือ 1. ทีมสูบน้ำซิ่ง นครปฐม บ้านแพ้ว สมุทรสาคร ประกอบไปด้วย คุณธวัชชัย ฟุ้งขจร หรือโจ คุณเอกชัย        แซ่เตียว หรือเอก ท่อสูบน้ำซิ่ง และคุณอรรถพล ศรีอยู่ ทีมท่อสูบน้ำซิ่งป็อบบ้านแพ้ว ของคุณพนม ชื่นภิรมย์ และ 2. คุณรวินทร์มาศ ลือเลิศ หรือคุณเปรม เจ้าของร้านมิสไวท์คลีน ซักอบรีด จังหวัดเชียงราย ที่ช่วยซักเสื้อผ้าให้กับเจ้าหน้าที่ที่ร่วมภารกิจถ้ำหลวง เรื่องเล่าของจิตอาสาทั้ง 2 กรณีนี้มีประเด็นร่วมที่น่าสนใจที่สะท้อนถึงพลังของสื่อสังคมออนไลน์ที่มาหนุนเสริมงานจิตอาสาได้เป็นอย่างดี

          ในกรณีของทีมสูบน้ำซิ่ง นครปฐม บ้านแพ้ว สมุทรสาคร เมื่อทราบข่าวทีมฟุตบอลเยาวชนและโค้ช 13 คนติดอยู่ในถ้ำหลวง คุณเอกชัย ได้โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2561 ว่ายินดีไปช่วยสูบน้ำโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ถ้ามีหน่วยงานที่สนับสนุนเรื่องการเดินทาง

ความตั้งใจนี้สำเร็จเมื่อ 29 มิถุนายน 2561 ทีมสูบน้ำซิ่งจำนวน 9 คนพร้อมท่อสูบน้ำ 4 เครื่องเดินทางไปยังถ้ำหลวงจากการประสานงานของหลายภาคส่วน เช่น คุณพนม ชื่นภิรมย์ ทีมสูบน้ำที่เดินทางไปสำรวจพื้นที่ล่วงหน้า ผู้ประกอบการรถเทรลเลอร์ ผู้นำท้องถิ่นทั้งในนครปฐมและเชียงราย ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่อำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง โดยปฏิบัติภารกิจช่วยสูบน้ำจนถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่เสร็จสิ้นภารกิจ หลังจากทีมฟุตบอลเยาวชนและโค้ช 13 คน รวมทั้งทีมเจ้าหน้าที่ออกมาจากถ้ำหลวงอย่างปลอดภัย

“ผมโพสต์ลงในข่าวจังหวัดนครปฐมตั้งแต่วันที่ 25 (มิถุนายน 2561) ก็มีการแชร์กันเยอะ เขาก็โทรมาถามว่าถ้าเป็นท่อเล็กไม่ต้องเอาขึ้นไป เพราะมีเยอะแล้ว ก็เลยบอกว่าท่อมีขนาดใหญ่มาก พอที่จะสูบน้ำได้สบายๆ พอเริ่มทำงานแล้ว เขาเดินมาพูดว่าน้ำยุบแล้ว เราก็เลยรู้สึกมีแรงใจที่จะทำงานต่อ”

 S 9838862  S 9838867

ในกรณีของคุณรวินทร์มาศ ลือเลิศ หรือคุณเปรม เจ้าของร้านมิสไวท์คลีน ซักอบรีด การติดตามข่าวสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ได้สร้างแรงบันดาลใจในการช่วยเหลือภารกิจนี้ โดยเริ่มจากการช่วยเหลือตามที่มีการประกาศขอมาในสื่อ และนำไปสู่การคิดค้นหารูปแบบการดำเนินงานตามที่ตนเองถนัด คืองานซักรีด

“การอยู่ในพื้นที่ทำให้ได้ข้อมูลข่าวสารใกล้ชิด สามารถฟังข่าวสารว่าต้องการอะไรจากเฟสบุ๊d ชุมชนแม่สาย ซึ่งเป็นข่าวที่เชื่อถือได้ วันหนึ่งมีประกาศรับข้าวเหนียวหมูทอดเพื่อให้เจ้าหน้าที่พกพาง่าย จึงชักชวนเพื่อนๆในกลุ่มไลน์รวมตัวกันซื้อข้าวไปส่ง ตอนเย็นได้ข่าวประกาศยกเลิกเพราะมันเยอะมาก มีคนเอาไปให้เยอะมาก เมื่อประกาศขอรับบริจาคถ่านไฟฉาย ก็คิดว่าถ้าช่วยเงินก็ได้ถ่านไม่กี่ก้อน จึงคิดว่าอยากช่วยอะไรที่สามารถทำได้ ซึ่งสิ่งที่ทำได้ดีคือการซักผ้า จึงโพสต์ไปในเฟสบุ๊กของตนเองว่า รับซักผ้าฟรีให้เจ้าหน้าที่ และประสานกับหัวหน้างานกู้ภัยให้ช่วยประชาสัมพันธ์ขอรับซักผ้าเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน ทุกคนที่ไปช่วยงาน หลังประกาศไปก็ยังไม่มีคนติดต่อมาเลย หลังจากนั้นมีคนช่วยแชร์ มีคนฝากหมายเลขโทรศัพท์ มีคนมาประสานงานให้ ทำให้ช่วงเย็นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ติดต่อมาแจ้งว่า ประสงค์จะซักผ้า หลังจากทำงานครั้งแรกได้พูดคุยกับนักข่าว มีการทำข่าว จึงเริ่มมีคนเข้ามา”

          พลังของสื่อสังคมออนไลน์จึงเป็นสื่อกลางนำพาให้ทีมสูบน้ำซิ่งและคุณเปรมมาร่วมเป็นจิตอาสาในปฏิบัติการครั้งนี้ ซึ่งเป็นการใช้ “ทุนความดี” ที่มีซึ่งก็คือความถนัดของตนเอง ในการสนับสนุนงาน และด้วยเวลาที่ต่อเนื่องกันหลายวัน การเป็นจิตอาสาครั้งนี้จึงเป็นการทดสอบกำลังกาย กำลังใจไปด้วยในเวลาเดียวกัน

คุณธวัชชัย หรือคุณโจ เล่าถึงการทำงานของทีมสูบน้ำซิ่งว่า

“คิดว่าถ้าเจอเด็กแล้วก็จะจบ แต่มันไม่ใช่ เพราะว่าหลังจากเจอเด็กแล้ว เราก็ต้องสูบน้ำเพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยเด็กออกมาก่อน ลืมว่าหลังจากที่เจอเด็กแล้ว เราก็ต้องอยู่ต่อเพื่อสูบน้ำคงระดับน้ำไว้เพื่อให้เด็กคนสุดท้ายออกมาก่อน”

คุณเปรม เล่าถึงภารกิจรับซักผ้าที่ต่อเนื่องยาวนานหลายวันว่า

“รับผ้ามามากที่สุดประมาณ 150 คน ซึ่งหนึ่งคนมีหลายชิ้น ต่ำที่สุด 2 ชิ้นต่อคน เยอะที่สุด 6 ชิ้นต่อคน คนซักจริงๆคือลูกน้อง 3 คน ซึ่งเขารู้วิธีการจัดการอย่างรวดเร็ว มีความถนัด มีวิธีทำซึ่งไม่ยุ่งยาก หลังจากดำเนินงาน 10 วัน ได้เรียกทุกคนมาคุย ขอโทษลูกน้องทุกคน เพราะไม่คิดว่าเหนื่อยและหนักขนาดนี้ มีการพูดคุยกันทั้งเพื่อน และลูกน้องจิตอาสา โดยเสนอจะให้ค่าล่วงเวลาลูกน้อง แต่ลูกน้องปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าได้ช่วยกันมาตั้งแต่แรก และเหลืออีกไม่มากนัก ส่วนเพื่อนที่อาสามาช่วยรับส่งผ้าจากในเมืองก็ไม่รับค่าน้ำมัน แต่มีการจัดการใหม่ เริ่มปรับตัวเข้าหางานไม่ใช่ปรับงานเข้าหาตัว การจัดการให้ผ่านสถานการณ์ทำให้รู้สึกภูมิใจที่ทำได้ ในวันที่เด็กๆทีมหมูป่าออกจากถ้ำได้หมดทุกคนโล่งใจ การทำงานนั้นทำให้จนกระทั่งทุกหน่วยทั้งในและต่างประเทศกลับจากพื้นที่”

ถ้าพิจารณาจากการให้สัมภาษณ์อาจมองได้ว่า ทีมสูบน้ำซิ่งและคุณเปรมมีหัวใจของจิตอาสา และมีการออกแบบวิธีการทำงาน ที่ดูเหมือนมีประสบการณ์การทำงานจิตอาสามาก่อน แต่หลังจากพูดคุยกันพบว่าทั้งสองกรณีต่างมีประสบการณ์เป็นจิตอาสาครั้งแรกในภารกิจถ้ำหลวง

คุณเปรมสะท้อนความรู้สึกในการเป็นจิตอาสาครั้งแรกที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และต้องมีการวางแผนการจัดการอย่างมากว่า

“ไม่เคยช่วยเหลือสังคมขนาดครั้งนี้ ไม่เคยทำลักษณะนี้ ค่ายอาสาก็ไม่เคยทำ ทำเต็มที่ก็แค่เคยบริจาคเงิน แต่พอมาเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นช่วงที่ไม่มีกำลังทรัพย์เลยด้วยซ้ำ เราตั้งใจช่วย แต่ไม่คิดว่าจะได้ช่วยเยอะขนาดนี้ ความรู้สึกของเราคือถ้าเขาไม่ไหวจริงๆเขาคงไม่ขอให้เราช่วย ทั้งๆที่เขาเกรงใจเราพอสมควร สิ่งที่ได้มันอธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก เราไม่เคยทำงานแบบนี้ เราช่วยคนที่จำเป็นต้องช่วย”

 S 9838863  S 9838864

          คุณอรรถพล หนึ่งในสมาชิกทีมสูบน้ำซิ่งกล่าวถึงภารกิจครั้งนี้ว่า

“เป็นงานช่วยชีวิตครั้งแรกที่รู้สึกภูมิใจมาก ผมนั่งคุยกับทีมงาน และเห็นในภาพข่าวมาหลายวัน แล้วหลายๆคนก็ยังไม่รู้จักเครื่องสูบน้ำของเราว่าใหญ่ประมาณไหน การที่เราดูจากในสื่อเราเห็นว่าน้ำออกน้อย ไม่รู้จะแห้งตอนไหน ในพื้นที่ที่กว้างแล้วเจอฝนตกตลอด เราเลยคิดว่าเรามีศักยภาพในการที่จะไปช่วยได้ก็เลยตัดสินใจไป เรารู้ศักยภาพของเราว่าทำได้ประมาณไหนและมีที่ให้เราทำงาน เราเลยคิดว่าเราสามารถช่วยได้ไม่มากก็น้อยและได้ผลกลับมาเกินคาดมาก”

ปรากฏการณ์ถ้ำหลวงจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ดึงพลังของความเป็นมนุษย์ที่เห็นอกเห็นใจกัน และมีความปรารถนาดีต่อกัน ออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านปฏิบัติการที่หลากหลาย โดยมีสื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือสนับสนุน ทั้งในฐานะที่เป็นช่องทางให้คนได้ทำความดีในแบบฉบับของตนเอง เชื่อมโยงประสานงาน และขยายเรื่องราวความดีในรับรู้ในสังคมวงกว้าง

นอกจากนั้นชุดประสบการณ์ของการเป็นจิตอาสายังได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับตัวของจิตอาสา และกลายเป็นแรงผลักดัน (Momentum) ที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำความดีต่อไป

ทีมสูบน้ำซิ่งมองย้อนถึงภารกิจถ้ำหลวงว่า

“เป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก ที่ไปช่วยทำให้สำเร็จภูมิใจมาก เราไม่เคยรู้จักกัน มีอัธยาศัย ไปสูบน้ำ พอกลับบ้านมีประชาชนมา หน่วยงานต่างๆมาปรบมือ สิ่งที่เราทำ เราไม่ได้คาดหวังอะไร ความตื้นตันมาเลยว่าเราทำได้ ไม่เคยคิดว่าคนเป็นร้อยเป็นพันมายืนดู ยืนชื่นชมท่อสูบน้ำ ประทับใจความมีน้ำใจของคนไทยเล็กๆ ที่ไม่ทิ้งกัน ทำอะไรก็ได้สักอย่าง ช่วยกัน อะไรพอหยิบจับได้ก็ช่วยเลย เงินทองสิ่งของ รวมกลุ่มกันช่วย อยากให้สังคมไทยเกื้อกูล สามัคคีกันแบบนี้ จุดประกายให้อยากทำความดีมากขึ้น ทำความดีแล้วเป็นความรู้สึกดีๆ ของครอบครัว และของคนที่เรารู้จัก”

หลังจากช่วยเหลือภารกิจถ้ำหลวงแล้วคุณเปรม ได้เป็นจิตอาสาระดมความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว “เหตุการณ์น้ำท่วมลาว เราขอของบริจาค ทุกคนพร้อมช่วย เราเอาตัวเราเป็นจุดกลางรับของบริจาคเพื่อไปส่งต่อ เราโพสต์ในเฟสบุ๊ก และก็มีไปช่วยที่ลาว นำเอาของไปบริจาค และเข้าไปถึงพื้นที่จริงๆที่ลาว ได้ไปเห็นพื้นที่จริง เอาของไปบริจาคที่นั่นเลย”

เมื่อถามถึงนิยามความหมาย “จิตอาสา” ในแบบของตนเอง ทีมสูบน้ำซิ่ง ทั้ง 3 คนได้ร่วมกันนิยามว่า “การช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน สิ่งตอบแทนคือรอยยิ้มหรือความสุขของคนที่เราไปช่วย”

ขณะที่คุณเปรมเสนอว่า

“ทุกคนทำได้หมด อยู่ที่แรงกาย แรงใจ ว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน พร้อมที่จะทำหรือไม่ อย่างชาวนาที่ปล่อยให้น้ำท่วมนา เขาก็คือคนที่มีจิตอาสา เพื่อนของเราเองเป็นข้าราชการก็มาช่วยได้ การทำจิตอาสา ทำแล้วอย่าฝืน ทำแล้วบังคับจะเหนื่อยจะเหมือนทำงาน ทำแล้วต้องมีความสุข การบังคับไม่ใช่จิตอาสา ทำแล้วอย่าให้ตัวเองเหนื่อยมาก อย่าบังคับตัวเอง เราทำแล้วเขาขอบคุณเรา เราก็มีความสุข ทำแบบไม่ต้องมีคนมาบังคับ เพราะรู้ว่าสามารถทำได้เท่าไร และทำแบบประมาณตน”

          เรื่องเล่าของทีมสูบน้ำซิ่งและคุณเปรมจึงสะท้อนให้เห็นแนวโน้มของงานจิตอาสาที่มีพัฒนาการควบคู่กับบทบาทของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีความสำคัญมากขึ้นในโลกยุคดิจิตอลแพลตฟอร์ม ถ้ามองในเชิงยกระดับจากปรากฏการณ์ถ้ำหลวง แนวทางการขับเคลื่อนงานจิตอาสาเพื่อตอบโจทย์สังคมในปัจจุบันจึงอยู่ที่การใช้พลังของสื่อทั้งในฐานะเป็นช่องทางในการเข้าถึงกิจกรรมจิตอาสา และเป็นช่องทางในการส่งต่อเรื่องราวการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างแรงผลักดันในการเป็นจิตอาสาของคนในสังคมต่อไป


อ้างอิงข้อมูล:

ธวัชชัย ฟุ้งขจร เอกชัย แซ่เตียว และอรรถพล ศรีอยู่ ทีมสูบน้ำซิ่งนครปฐม บ้านแพ้ว-สมุทรสาคร (สัมภาษณ์ 8 สิงหาคม 2561)

รวินทร์มาศ ลือเลิศ (สัมภาษณ์ 16 สิงหาคม 2561)

Powered by Spearhead Software Labs Joomla Facebook Like Button