จิตวิวัฒน์ : คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม : ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง : โดย ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม: ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง

ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์เข้าร่วมกระบวนการพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์มาบ้าง จะเข้าใจได้ว่าจุดร่วมของกระบวนการในลักษณะนี้ คือ นำพาแต่ละคนเข้าไปสำรวจ เรียนรู้เข้าใจตนเอง ด้วยการสร้างสิ่งแวดล้อมและเงื่อนไขที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจบกระบวนการ หลายคนพบว่าการนำกระบวนการเรียนรู้มาใช้ในชีวิตประจำวันกลับเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง

สถานการณ์นี้นำไปสู่ประเด็นคำถามที่ว่า กระบวนการพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์สามารถนำมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ทางสังคม (ที่มีความสลับซับซ้อนกว่าช่วงเข้าร่วมกระบวนการ) ได้อย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่ได้

ผู้เขียนนำประเด็นคำถามข้างต้นไปสอบถามกับกระบวนกร/ นักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และวิทยากรที่เชิญมาร่วมจัดกระบวนการในงานประชุมวิชาการ “คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม: ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง” ที่จัดโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งประกอบไปด้วย คุณอลงกรณ์ วินัยกุลพงค์ และทีมกระบวนกรจากเครือข่ายพุทธิกา คุณธนัญธร เปรมใจชื่น จากสถาบัน Sevenpresents และ รศ.นพ. ชัชวาลย์ ศิลปกิจ ผู้อำนวยการศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยแต่ละท่านช่วยให้ความรู้และแลกเปลี่ยนเรื่องงานกระบวนการที่นำมาใช้การพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์ในมุมมองที่หลากหลายกันไป

คุณอลงกรณ์ และทีมกระบวนกรจากเครือข่ายพุทธิกา เล่าถึง “เกมวารีพินาศ” ว่า เป็นการหยิบยกสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งคนส่วนใหญ่มีประสบการณ์ร่วมกันในปี 2554 มาพัฒนาเป็นบอร์ดเกม มีสถานการณ์น้ำท่วมเป็นตัวเดินเรื่องในเกม ซึ่งจะทำให้เห็นปรากฏการณ์ และพฤติกรรมที่สะท้อนจากความคิดของแต่ละคน และที่สำคัญ คือกระบวนการชวนคิดชวนคุยหลังเล่นเกม ซึ่งทำให้ “เกมวารีพินาศ” มีมากกว่าความสนุก        “ ถ้าพูดถึงเกม สิ่งที่ต้องมีคือความสนุก แต่อาจไม่ใช่เล่นแค่สนุกอย่างเดียว แต่จะได้กลับไปคิดอะไรบางอย่าง บางประเด็นที่เชื่อมโยงในชีวิตของเขา ไม่ว่าจะภาพเล็กหรือภาพใหญ่ ถ้าคุณมาเล่นจะสนุก เป็นการสนุกเพื่อฉุกคิด เพื่อเป็นการกระตุกความคิด แต่ละวงที่เล่นผลจะออกมาไม่เหมือนกันทั้งหมด เชื่อว่าคนที่ชอบเล่นเกม และชอบการเรียนรู้จะชอบ”

“เกมวารีพินาศ” จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการออกแบบกระบวนการที่มีบอร์ดเกมเป็นตัวดึงความสนใจให้คนกลับมาใคร่ครวญและทบทวนตนเอง

บางกรณีกระบวนการพัฒนาศักยภาพด้านในของมนุษย์เป็นเรื่องที่เรียบง่าย แต่กลับปฏิบัติได้ยากในเงื่อนไขสังคมปัจจุบัน คือ “การฟัง” คุณธนัญธร กล่าวถึงกระบวนการเรียนรู้การฟังในชื่อ “ฟังด้วยใจขยายความเป็นไปได้ใหม่ในสังคม” ว่า คนจำนวนมากชอบคิดว่าการฟังเป็นแค่การนั่งนิ่งๆ แต่ในกระบวนการจะทำให้เข้าใจและแยกออกว่าการฟังอย่างลึกซึ้งจริงๆ เป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่ฟังเพื่อจับประเด็น หรือเพื่อโต้ตอบตามความคุ้นชิน แต่ฟังเพื่อให้เกิดความเข้าอกเข้าใจคนอื่น ซึ่งมีความสำคัญมาก

“เมื่อคุณฟังอย่างลึกซึ้งจริงๆ คุณจะรู้ว่าโลกภายในระหว่างคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่งมีบางอย่างเชื่อมโยงกัน และเมื่อไหร่ที่คุณสามารถเข้าอกเข้าใจกันได้ คุณจะเริ่มเข้าใจคนข้างในตัวคุณเอง แล้วเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มเข้าใจตัวของคุณเอง ทุกอย่างจะง่ายขึ้นเยอะ”

คุณธนัญธร ยังกล่าวถึงบทบาทสำคัญของงานกระบวนการ คือการสร้าง “แรงบันดาลใจ” ซึ่งเป็นจุดเริ่มของพลังเล็กๆที่สามารถขยายออกไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้

“สิ่งที่กระบวนการทำได้ดีมาก คือ สร้างแรงบันดาลใจในการอยากเปลี่ยน อยากกระทำการ อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเล็กๆ เช่น กลับไปฟังคนที่รักให้ดีขึ้น เริ่มเข้าใจพ่อกับแม่มากขึ้น แรงเหวี่ยงภายในเหมือนการตั้งหลักใหม่ เป็นเรื่องของการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

ที่ว่าพฤติกรรมจะเปลี่ยนได้จริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ว่าจะมีโอกาสเจอแรงเหวี่ยงไหม ตอนเรียนใหม่ก็อาจจะรู้สึกว่าดี เหมือนเป็นชิงช้า ถ้ามีคนแกว่งก็มีแรง เหมือนมีคนมาไกวชิงช้าให้เรา อีกสักพักก็จะเฉื่อยตามร่องที่คุ้นชิน ยกเว้นคนบางคนที่มีแรงบันดาลใจ ชอบเรื่องนี้ สนใจเรื่องนี้มาก เป็นหมุดสุดท้ายที่มาตอกพอดีแล้วมันก็พลิก เกิดแรงบันดาลใจอยากสร้างเส้นทางใหม่ๆในชีวิต อยากกลับไปทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น เป็นแรงบันดาลใจในการอยากขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลง”

กระบวนการพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์ในบางกรณีมุ่งไปที่ “แก่นแท้” ของการพัฒนาจิตใจ คือ การฝึกสติ รศ.นพ. ชัชวาลย์ เริ่มบทสนทนาด้วยการตั้งคำถามว่า “เมื่อสติเป็นแก่น ภาวนาเป็นแก่น เราจะทำเรื่องการเจริญสติให้เป็นเรื่องเข้าใจง่ายๆ หรือเรื่องธรรมดาได้ไหม”

รศ.นพ. ชัชวาลย์ กล่าวถึงกระบวนการเจริญสติ (Mindfulness Practice) ว่า “การปฏิบัติไม่ใช่การกระทำ ปฏิบัติคือการรู้ รู้ครั้งหนึ่งก็ปฏิบัติทีหนึ่ง รู้อะไร รู้สิ่งที่ปรากฏ ด้วยกาย ด้วยใจของเรา เขาเรียกว่าปฏิบัติ  แต่เราเข้าใจผิด การปฏิบัติต้องขยับ ต้องเพ่ง ต้องท่อง ต้องนั่ง คนที่นั่งแน่ใจหรือว่าเขาปฏิบัติ แล้วอะไรล่ะที่เป็นเครื่องยืนยัน ใจเขาต่างหาก ใจที่รู้เรียกว่าปฏิบัติ รู้อะไร รู้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร เพราะปกติเราไม่รู้ แต่เราฝึกจนกระทั่งจำได้

สิ่งที่เราฝึกฝนไม่ใช่ของใหม่ ทุกคนเคยมีประสบการณ์ เคยไหมที่นั่งใจลอยอยู่แล้วนึกขึ้นมาว่าใจลอย นั่นแหละอันเดียวกัน เราต้องการทำสิ่งนั้นให้งอกงาม คือทักษะในการตื่นแล้วพาใจกลับเข้าบ้าน ฝึกให้รู้ทันความใจลอย ฝึกให้รู้ทันความคิด ไม่ใช่ฝึกสติเพื่อห้ามความคิด ใช้เวลาฝึกฝนซ้ำๆ ในระยะเวลาไม่นานหลังจากนี้จะเกิดเป็นอัตโนมัติ เป้าหมายของเราคือฝึกให้มีตัวช่วย มีตัวสะกิดข้างในของเราเอง ไม่ใช่จากข้างนอก”

บทสนทนาที่มีต่อกระบวนกร/ นักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และวิทยากร สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของกระบวนการพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์ ซึ่งแสดงถึงความหลากหลายของผู้คนไปสังคมไปในเวลาเดียวกัน

ท่ามกลางกระบวนการพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์ที่หลากหลาย และเปิดกว้างให้แต่ละบุคคลเลือกทดลองปฏิบัติตามความถนัดของตนเองนั้น ต่างมีจุดร่วมกันที่เป็นเครื่องมือช่วย “กระตุก” “สร้างแรงบันดาลใจ” หรือ “สะกิด” ให้กลับมาใคร่ครวญ ทบทวนกับตนเอง

ถ้ามองย้อนกลับไปที่คำถามที่ว่ากระบวนการพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์สามารถนำมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ทางสังคมได้อย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่ได้ คำถามนี้คงไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่ตายตัว

แต่ถ้าพิจารณาจากงานกระบวนการอาจมองได้ว่า งานกระบวนการเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สนับสนุนให้คุณธรรมเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้จริงในพื้นที่ทางสังคม โดยเริ่มจากการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติผ่านประสบการณ์ตรง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจระดับบุคคล ก่อนแผ่ขยายไปยังชุดความสัมพันธ์อื่นในพื้นที่ทางสังคม

เงื่อนไขสำคัญหนึ่งที่หล่อเลี้ยงคุณธรรมให้ดำรงอยู่ได้นั้น คือการมี “พื้นที่กลาง” ที่มีปฏิบัติการของการเรียนรู้ร่วมกัน และนำไปสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายที่ขับเคลื่อนงานร่วมกันต่อไป ซึ่ง “พื้นที่กลาง” รูปแบบหนึ่งที่ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) พยายามผลักดันให้เกิดขึ้น และอยากเชิญชวนมาเรียนรู้ร่วมกัน คือ งานประชุมวิชาการ “คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม: ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ

โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่เว็บไซต์ศูนย์คุณธรรม http://www.moralcenter.or.th และที่เฟซบุ๊ค Moral Spaces

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/582378

คอลัมน์จิตวิวัฒน์… ‘ความดี’หลากวัย : โดย ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

“ความดี” หลากวัย*

ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

          ความตั้งใจทำ “ความดี” ของคนแต่ละช่วงวัยเป็นอย่างไร คือ คำถามที่ทีมนวัตกรรมองค์ความรู้ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) นำมาออกแบบแบบสอบถามเก็บข้อมูลการตั้งปณิธานทำความดีของคนในสังคมไทย เพื่อสนับสนุนโครงการ 70 บุคคลต้นแบบ 7 ล้านความดี “ทำดีตามรอยพ่อ สานต่องานที่พ่อทำ” และเพื่อนำข้อมูลนี้มาวิเคราะห์จัดทำเป็นรายงานสถานการณ์การตั้งใจทำความดีของคนทุกช่วงวัย ปี 2559-2560

          ทีมงานออกแบบประเด็นคำถามโดยเชื่อมโยงประเด็นการตั้งใจทำความดีของคนในสังคมไทย ซึ่งเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันเข้ากับแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติฉบับที่ 1 (พ.ศ.2559-2564) ที่มุ่งขับเคลื่อนคุณธรรม 4 ประเด็น คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

          อย่างไรก็ตาม ทีมงานตระหนักดีว่าท่ามกลางความหลากหลายของคนในสังคม การระบุประเด็นการตั้งใจทำความดีไว้เฉพาะคุณธรรม 4 ประเด็นข้างต้น อาจเป็นการ “สร้างกรอบ” การความตั้งใจทำความดีของคนในสังคมมากเกินไป ด้วยเหตุนี้แบบสอบถามจึงมีคำถามปลายเปิดให้ผู้ตอบเลือกนิยาม “ความดี” ที่ตนเองตั้งใจทำอย่างอิสระอีกส่วนหนึ่ง นอกเหนือจากส่วนที่เลือกตอบแบบปรนัย

          การเก็บข้อมูลดำเนินการใน 2 แบบ คือ 1. เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม ดำเนินการมาตั้งแต่พฤศจิกายน 2559 ในโครงการ 70 บุคคลต้นแบบ 7 ล้านความดี กิจกรรมของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เช่น งานสมัชชาคุณธรรมระดับภูมิภาค และกิจกรรมที่จัดร่วมกับภาคีเครือข่าย 2. เก็บข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ ดำเนินการมาตั้งแต่ธันวาคม 2559 ผ่านเว็บไซต์ของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)

          ผลการเก็บข้อมูลถึงวันที่ 10 มีนาคม 2560 พบว่ามีผู้ร่วมตั้งปณิธานความดี จำนวน 3,693 คน ในจำนวนนี้ระบุว่าเป็นเพศหญิง 2,576 คน (66.4%) เพศชาย 1,303 คน (33.6%) เมื่อจัดกลุ่มตามระดับการศึกษาพบว่า อันดับแรก ปริญญาตรี (1,471 คน คิดเป็น 40.3%) อันดับสอง ปริญญาโท (835 คน คิดเป็น 22.9%) และอันดับสาม มัธยมศึกษา (697 คน คิดเป็น 19.1%) และถ้าแบ่งตามอาชีพ อันดับแรก รับราชการ (1,653 คน คิดเป็น 46.7%) อันดับสอง อื่นๆ เช่น นักเรียน แม่บ้าน ข้าราชการบำนาญ (1,058 คน คิดเป็น 29.9%) และอันดับสาม ภาคเอกชน (226 คน คิดเป็น 6.4%)

          ทีมงานได้จัดการข้อมูลโดยแบ่งผู้ร่วมตั้งปณิธานตามช่วงวัย (Generation) 4 ช่วงวัย ดังนี้          1. Baby boomer คือ ผู้ที่เกิดปี 2489-2507 (อายุ 53-71 ปี) 2. Generation X คือ ผู้ที่เกิดปี 2508-2522 (อายุ 38-52 ปี) 3. Generation Y คือ ผู้ที่เกิดปี 2523-2540 (อายุ 20-37 ปี) และ 4. Generation Me คือ ผู้ที่เกิดหลังปี 2540 (อายุ 20 ปีลงมา)

ข้อมูลการตั้งปณิธานตามช่วงวัย พบว่าผู้ตั้งปณิธานมากเป็นอันดับแรก คือ Generation X อันดับสอง มี 2 ช่วงวัย คือ Baby boomer และ Generation Me อันดับสาม คือ Generation Y คุณธรรมข้อที่ทุกช่วงวัยให้ความสำคัญมากเป็นอันดับหนึ่ง คือ พอเพียง ตามมาด้วย วินัย จิตอาสา และสุจริต

          เป็นที่น่าสังเกตว่าคุณธรรมแต่ละประเด็นนั้นมีการให้ “น้ำหนัก” ที่แตกต่างกันของคนแต่ละช่วงวัย โดย “พอเพียง” ที่คน  3 ช่วงวัย คือ 1. Generation Me 2. Generation X และ 3. Baby boomer ให้ความสำคัญ คือ การประหยัด ใช้เงินอย่างรู้คุณค่า ขณะที่ Generation Y ให้ความสำคัญกับการเก็บออม ซึ่งอาจมองได้ว่าสัมพันธ์กับวิถีชีวิตที่เพิ่งก้าวสู่วัยทำงาน การเก็บออมเพื่อสร้างความมั่นคง จึงเป็นชุดความคิดที่สำคัญชุดหนึ่งของคนวัยนี้

           “วินัย” Generation Y, Generation X และ Baby boomer ให้ความสำคัญในมิติทางเศรษฐกิจ คือ วินัยในการใช้จ่าย ขณะที่ Generation Me ให้ความสำคัญในมิติของเวลา คือ การใช้เวลาให้เป็นประโยชน์

          “จิตอาสา” ที่ Generation Me, Generation Y และ Baby boomer ให้ความสำคัญ คือ การเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา ขณะที่ Generation X ให้ความสำคัญกับการรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม ข้อมูลชุดนี้สะท้อนว่าคนใน 3 ช่วงวัย คือ Generation Me, Generation Y และ Baby boomer มองว่าจิตอาสา คือ ความตั้งใจที่จะมีประสบการณ์ตรง ขณะที่ Generation X จิตอาสาอาจเป็นการทำตามสถานการณ์  “สุจริต” Generation Me และ Generation X ให้ความสำคัญในมิติของความสัมพันธ์ทางสังคม จากการปฏิบัติตามคำพูด รักษาสัญญา ขณะที่ Generation Y และ Baby boomer เชื่อมโยงอยู่กับความเป็นพลเมืองของรัฐ และอำนาจในการบริหาร (ซึ่งมาพร้อมกับวัยที่มากขึ้น) โดย Generation Y ให้ความสำคัญกับการเสียภาษีตามหน้าที่ ขณะที่ Baby boomer ให้ความสำคัญกับการไม่เบียดบังของหลวง ไม่คอร์รัปชั่น

          ในส่วนของข้อมูลเชิงคุณภาพที่มาจากการเขียนบรรยาย เพื่อตอบคำถามที่ตั้งไว้สองประเด็น คือ ปณิธาน และสิ่งที่ตั้งใจทำให้สำเร็จภายใน 1 ปี จากการประมวลข้อมูลเบื้องต้น พบว่าการตั้งปณิธานความดีของผู้คนนั้นเชื่อมโยงกับตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมแต่ละช่วงวัย กรณีของ Generation Me ความดีที่อยากทำเกี่ยวข้องกับครอบครัว และโรงเรียน เช่น เคารพพ่อแม่ รับผิดชอบต่อการเรียน ส่วนวัยทำงาน     ทั้ง Generation X และ Generation Y รวมทั้ง Baby boomer เกี่ยวข้องกับการทำงานตามที่รับผิดชอบให้ออกมาดีและมีนัยสำคัญต่อการพัฒนาสังคม เช่น ครูที่ตั้งใจสอนหนังสือ ข้าราชการที่ทำงานในส่วนงานที่รับผิดชอบอย่างตั้งใจ พัฒนาชุมชนที่ทำงานร่วมกับชุมชนด้วยการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม เกษตรกรที่เลือกทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อรับผิดชอบต่อผู้บริโภค

          เป็นที่น่าสังเกตว่าการตั้งปณิธานและเป้าหมายที่จะทำให้สำเร็จภายใน 1 ปี ของทุกช่วงวัย ขยายพรมแดนจากพื้นที่ชีวิตส่วนตัวไปสู่พื้นที่สาธารณะอย่างชัดเจน ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น บริจาคโลหิต บริจาคเส้นผมสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง อาสาสมัครร้องเพลงให้ผู้รอรับการรักษาที่โรงพยาบาล อาสาสมัครช่วยเหลือผู้พิการ ช่วยคัดแยกขยะในชุมชน เข้าร่วมกิจกรรมค่ายอาสา

          ข้อมูลเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเกี่ยวกับการตั้งปณิธานความดีของคนในสังคมไทยที่กล่าวมานั้น เป็นภาพสะท้อนถึงความตั้งใจของคนหลากวัยที่มีต่อการทำความดี ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันว่าทุกคนทำตามที่ตั้งใจได้ทั้งหมด แต่ข้อมูลนี้มีนัยสำคัญในฐานะที่เป็นจุดเริ่มของการ “ปักหมุด” ความดีที่อยากทำในแบบฉบับของตนเอง

          ถ้ามองในภาพกว้าง ข้อมูลชุดนี้ทำให้เห็นถึงการนิยาม “ความดี” ที่หลากหลายของคนแต่ละช่วงวัย ซึ่งการทำงานขับเคลื่อนให้คนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องคุณธรรม ต้องไม่ละเลยประเด็นนี้ เพราะเรื่องของคุณธรรม ไม่สามารถนิยามแบบผูกขาดจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งได้ แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้คนหลากหลายกลุ่มมาร่วมกันนิยาม การขับเคลื่อนจึงจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะมาจากความต้องการและกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในสังคม

          บทความนี้เป็นการประมวลผลเบื้องต้น และยังไม่ใช่บทสรุปของรายงานสถานการณ์การตั้งใจทำความดีของคนทุกช่วงวัย ปี 2559-2560 การเก็บข้อมูลยังดำเนินการจนถึงกันยายน 2560 ผู้ที่สนใจเป็นส่วนหนึ่งในรายงานนี้ สามารถเข้าไปร่วมตั้งปณิธานได้ที่ http://www.moralcenter.or.th/

* เผยแพร่ในคอลัมน์จิตวิวัฒน์ มติชน 15 เมษายน 2560  https://www.matichon.co.th/news/528962

ทำไมต้องพอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา : คุณธรรมนำการพัฒนา

ทำไม

 

ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปและการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน รัฐบาลมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งสร้างความพอดีระหว่างการพัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความทันสมัย และเทคโนโลยี กับการสร้างสังคมเข้มแข็งในมิติด้านคุณธรรมความดี ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน จึงมุ่งมั่นสร้าง“คนดี สังคมดี” ตามแผนแม่บทสำหรับคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ที่มีวิสัยทัศน์ “สังคมไทยมีคุณธรรมเป็นรากฐานในการดำรงชีวิต สืบสานความเป็นไทย อยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุขในประเทศไทย ประชาคมอาเซียน  และประชาคมโลกอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมให้คนไทยมีคุณธรรมตามหลักศาสนา นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาคุณภาพชีวิต และดำรงชีวิตตามวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม โดยในระยะแรกจะมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อน คุณธรรมสำคัญ ๔ ประการ คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา โดยแนวทางการประพฤติปฏิบัติของคุณธรรม ดังนี้

พอเพียง  หมายถึง  ความพอเพียงในการดำเนินชีวิต แบบทางสายกลาง มีเหตุผลใช้ความรู้ในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ มีความพอประมาณ พอดี ไม่เบียดเบียนตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ประมาท สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

วินัย  หมายถึง  การยึดมั่นและรับผิดชอบในหน้าที่ของตน ทั้งวินัยต่อตนเองในการผลักดันชีวิตให้ก้าวหน้า วินัยต่อองค์กร สังคม ปฏิบัติตามจริยธรรม จรรยาบรรณ และเคารพต่อกฎหมาย

สุจริต  หมายถึง  ความซื่อตรง ความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่น ยืนหลักในการรักษาความจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรมทั้งปวง นอกจากตนเองจะเป็นคนซื่อตรงแล้ว ต้องกล้าปฏิเสธการกระทำที่ไม่ซื่อตรง ไม่ซื่อสัตย์ของบุคคลอื่นที่จะทำให้ส่วนรวมเกิดความเสียหาย

จิตอาสา  หมายถึง  การเป็นผู้ที่ใส่ใจต่อสังคมสาธารณะ และอาสาลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่งอันมิใช่หน้าที่ของตนเอง ด้วยความรัก ความสามัคคี เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ของสังคม ของประเทศชาติ โดยมิได้หวังผลตอบแทน ทำความดีเพื่อ ความดี เอื้ออาทรต่อคนร่วมสังคม ทำอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย

          ซึ่งการขับเคลื่อนคุณธรรมให้เกิดการพัฒนาสู่สังคมคุณธรรมดังกล่าวจะมุ่งเป็นการสร้างคนดี คือส่งเสริมคุณธรรมให้คนทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ และการส่งเสริมองค์กรคุณธรรม ให้ทุกองค์ ทุกสถาบันส่งเสริมให้คนในองค์กรเป็นคนดี การบริหารองค์กรมีคุณธรรม และร่วมกันส่งเสริมประชาชนและสังคม ร่วมสร้างคุณธรรม ให้เต็มแผ่นดิน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานเฉพาะด้านตามนโยบายรัฐบาล ทำหน้าที่หลักในการบริหารจัดการและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนประสานงานและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายองค์กร ด้านการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ให้มีพลังในการพัฒนาคุณภาพประชากรของชาติในด้านคุณธรรมจริยธรรม เพื่อรักษาดุลยภาพในการพัฒนาสังคมไทย สู่สังคมไทย  4.0


ผู้เขียน : สิน สื่อสวน  ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม
ภาพโดย : จักราชัย ทองเพ๊ชร์ 
งานสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงและภาพลักษณ์องค์กร

องค์กรคุณธรรม

 

องคกรคณธรรม

 

 

ปัจจุบัน เมื่อพูดถึงองค์กรคุณธรรม หลายคนอาจมีคำถามที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ถามถึงคุณลักษณะ บ้างก็ถามถึงมาตรฐานความเป็นองค์กรคุณธรรม บ้างก็อาจจะมีคำถามว่า คือ อะไร จะเป็นองค์กรคุณธรรมได้อย่างไร ปรากฏการณ์เช่นที่กล่าวมานี้ ไม่ได้เป็นความบังเอิญหรือสร้างสถานการณ์ แต่เป็นสิ่งที่สังคมไทย กำลังให้ความสนใจเป็นพิเศษ ในปัจจุบัน  นับตั้งแต่ รัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งต้องประสบกับปัญหาทางสังคมมากมาย รวมถึงความแตกแยกทางสังคม ซึ่งค้นพบว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น ล้วนเกิดมาจากปัญหาวิกฤติคุณธรรมในสังคมไทยนั่นเอง ความพยายามที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในหลาย ๆ ด้าน ไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้ หากไม่เกิดการปฏิรูปด้านคุณธรรม ของสังคมไทย ที่คนไทยต้องไม่สร้างปัญหาให้คนอื่นเดือดร้อน และทำแต่สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมส่วนรวม จึงจะนำไปสู่การปรับ แก้ไขหรือปฏิรูปด้านอื่น ๆ ตามมาได้ 

          นับตั้งแต่รัฐบาล เห็นชอบแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๙ - ๒๕๖๔ แล้วนั้น  คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ได้ประกาศขับเคลื่อนการจัดทำแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมอย่างน้อย ๓ ระดับ คือ ระดับกระทรวง ระดับจังหวัด และระดับองค์กร หน่วยงานภาคปฏิบัติอื่น ๆ ในสังคม ความสนใจในเรื่องการน้อมนำหลักคุณธรรม ๔ ประการ คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา ของหน่วยงานต่าง ๆ ก็เพิ่มสูงขึ้น โดยหน่วยงานภาครัฐ มีความพยายามที่จะสร้างเสริมองค์กรต่างๆภายใต้การกำกับ ให้มุ่งสู่การพัฒนาเป็นองค์กรคุณธรรม อาทิ กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์เรื่องการขับเคลื่อนการพัฒนาโรงพยาบาลคุณธรรม   กระทรวงศึกษาธิการ ส่งเสริมโรงเรียนต่าง ๆ ให้เกิดเป็นโรงเรียนคุณธรรมกว่า ๓๐,๐๐๐ แห่ง ในภาคธุรกิจเอง ก็มีความพยายามในหลาย ๆ กลุ่ม ที่จะพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรธุรกิจที่ส่งเสริมคุณธรรมเหล่านี้ ล้วนแต่มีการพูดถึง องค์กรคุณธรรม ทั้งสิ้น 

          ดังนั้น คำว่าองค์กรคุณธรรม จึงเป็นที่กล่าวถึงกันมากในยุคนี้ เพราะเมื่อเข้าใจเจตนารมณ์ที่ชัดเจนแล้ว จะเห็นได้ว่า การเป็นองค์กรคุณธรรม จะเป็นการสร้างพื้นที่ความดี สร้างคนดี ให้สังคมดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลในปัจจุบัน และประชาชนชาวไทยก็ต้องการจะเห็นเช่นนั้น

 


ผู้เขียน : ยงจิรายุ  อุปเสน    งานนวัตกรรมองค์ความรู้เพื่อสร้างสังคมคุณธรรม

ภาพโดย : จักราชัย ทองเพ็ชร์   งานสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงและภาพลักษณ์องค์กร

Co-Branding“แรงบันดาลใจใต้ร่มพระบารมี”

CO BRANDING

 

 

หากเราจะพูดถึง  “ความดี”  จะมีคำถาม ตามมาอีกว่า แค่ไหนถึงจะเรียกว่าดี และคนดี ต้องเป็นแบบไหน ? คนทำดี ก็ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าการจะเป็นองค์กรคนดี จะต้องเป็นแบบไหน ? และถ้าอยากจะให้ความดีขยายไปทุกพื้นที่ จะเป็นแบบไหน? และถ้าจะทำให้การทำความดี ดูมีพลัง จะทำอย่างไร ? คำตอบคือ ดี จะขยายความดีไปทุกพื้นที่ได้อย่างไร ? ท้ายที่สุดแล้วองค์กร จะต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เกิดพลังความดีที่ยิ่งใหญ่ และขยายไปทั้งประเทศ นี่จึงเป็นที่มาของ คำว่า  Co-branding  ซึ่งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในฐานะองค์กรกลางในเชื่อมโยงองค์กรทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนคุณธรรมจริยธรรม จึงได้ประสานความร่วมมือกับหลา ยๆ หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ  ภาคเอกชน ที่มีการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมอยู่ในองค์กร เพื่อสร้างเครือข่าย และผนึกกำลังช่วยส่งเสริมกันระหว่างหน่วยงาน ในการพัฒนาเป็นองค์กรต้นแบบด้านการส่งเสริมคุณธรรม และเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้กับ หน่วยงาน องค์กรอื่น ๆ ที่จะส่งเสริมการทำดี ให้เต็มทุกพื้นที่ในสังคมไทย โดยในช่วงแรกได้มีการ ร่วมมือกับองค์กรนำร่อง Co-Branding แรงบันใจใต้ร่มพระบารมี แคมเปญความร่วมมือ องค์กรหลัก ได้แก่ กองทัพไทย (กองทัพอากาศ กองทัพเรือ กองทัพบก) กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กรมประชาสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การประปานครหลวง บริษัทไปรษณีย์ไทย การเคหะแห่งชาติ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) 

 


ผู้เขียน : สาริณี ถูกจิตร 
ภาพโดย : จักราชัย ทองเพ๊ชร์

งานสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงและภาพลักษณ์องค์กร

 

 

Powered by Spearhead Software Labs Joomla Facebook Like Button