บทความ / กรณีศึกษา

เมื่อคุณธรรมไม่ใช่‘ไม้เท้าวิเศษ’และต้องการ‘ความสร้างสรรค์ทางคุณธรรม’ : โดย ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

เมื่อคุณธรรมไม่ใช่ “ไม้เท้าวิเศษ” และต้องการ “ความสร้างสรรค์ทางคุณธรรม

ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

            “คุณธรรมไม่ใช่ไม้เท้าวิเศษ” และต้องการ “ความสร้างสรรค์ทางคุณธรรม” ข้อเสนอสำคัญจาก เวทีเสวนา “ปณิธานความดีจากการตั้งใจสู่การปฏิบัติ” ในงานประชุมวิชาการ “คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม: ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง” 26 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)

          ผู้ร่วมเสวนาประกอบไปด้วย ศ.ดร.สุวรรณา สถาอานันท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด  ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และคุณสิน       สื่อสวน ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ดำเนินรายการโดย ดร.นฤมล อรุโณทัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเสวนาครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนเรื่องคุณธรรมผ่านมุมมองของศาสตร์ต่างๆ และการปฏิบัติจริง เริ่มจาก ศ.ดร.สุวรรณา สถาอานันท์ นำเสนอปมปัญหาคุณธรรม ว่าเป็นความยุ่งยากซับซ้อนที่ต้องใช้การพิจารณาไตร่ตรอง โดยได้ยกตัวอย่างการถกเถียงทางคุณธรรมจากวรรณกรรมสีดาราม เรื่องราวความรักของสีดาและพระรามร่างอวตารของนารายณ์ กรณีตัวอย่าง เช่น นายภัทรช่างซักเสื้อ ที่ภรรยาไปดูแลแม่ที่ป่วย นายภัทรได้ไล่ภรรยาออกจากบ้าน เพราะคิดว่าไม่ซื่อสัตย์ ตามกฎสังคมสมัยนั้น นายภัทรจึงเป็นตัวแทนของคนที่ยึดกฎอย่างสมบูรณ์ โดยไม่สนใจเรื่องอะไรทั้งสิ้น ความดื้อด้าน คับแคบ ยึดมั่นกฎที่ดูเหมือนถูกต้อง ทำให้เกิดความล่มสลายของชีวิต ซึ่งเป็นการไตร่ตรองที่ขาดวิ่น ยึดกฎที่ไม่สามารถใช้ในพื้นที่ที่ครอบคลุม ไม่สนใจข้อเท็จจริง ตัดสินเด็ดขาดโดยไม่ไตร่ตรอง หรือกรณีพระรามที่ไล่นางสีดา สะท้อนความเจ็บปวดของการตัดสินใจทำตามกฎ ตามมติ ซึ่งเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวของทั้ง 2 ฝ่าย

ความดีจึงเป็นเรื่องละเอียดที่ต้องไตร่ตรอง และไม่ใช่ “ไม้เท้าวิเศษ” ที่แก้ไขได้ทุกปัญหาแบบเครื่องมือสำเร็จรูป แต่ต้องพิจารณาถึงปัจจัยแวดล้อมของชีวิต วัฒนธรรม เศรษฐกิจการเมือง ดังนั้น คุณธรรมจึงเป็นเรื่องมีคุณค่า ซับซ้อนและสำคัญ ในการสร้างพลังของคุณธรรมได้จริง โจทย์ของคุณธรรมคือ ความซับซ้อนย้อนแย้ง และต้องมองกลับมาในชีวิตประจำวัน

ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด เสนอให้พิจารณาเรื่องคุณธรรม โดยคำนึงถึง “ความสร้างสรรค์ทางคุณธรรม” (Moral creativity) ซึ่งเป็นภารกิจของคนทุกรุ่น และเป็นความหวังต่อคนรุ่นใหม่ในการตั้งคำถามเรื่องคุณธรรม

ในทางเศรษฐศาสตร์ คุณธรรมคือวิวัฒนาการสำคัญให้คนเกิดความร่วมมือ ดูแลรักษาเป็นสังคมที่ใหญ่ขึ้น การอยู่ร่วมกัน จะมีกลุ่มที่แสวงหาประโยชน์เฉพาะตน (Free rider) คุณธรรมจึงเป็นตัวกำกับ แต่ก็เกิดคำถามทางสองแพร่ง (Dilemma) ขึ้นมา เมื่อมนุษย์เกิดตั้งคำถามทั้งทางศาสนาและทางสังคม เช่น         มาร์ติน ลูเทอร์ (Martin Luther) ที่ตั้งคำถามว่า คนสามารถสื่อสารกับพระเจ้าโดยตรงหรือต้องผ่านการเชื่อมต่อ ตามมาด้วย มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King, Jr.) ตั้งคำถามว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่พระเจ้ายอมรับได้หรือไม่ นำมาสู่การต่อสู้เพื่อมนุษยธรรม สิทธิ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของ “ความสร้างสรรค์ทางคุณธรรม”

แนวคิดทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นคุณธรรม แบ่งเป็นหลายกลุ่ม ความแตกต่างทำให้ยากที่จะสร้างข้อตกลง เช่น เรื่องสวัสดิการสังคม ซึ่งกลุ่มคนจนมีแนวโน้มใช้สวัสดิการของรัฐมากกว่าคนรวย เมื่อให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น พบว่ามีการแบ่งเป็นหลายกลุ่ม กลุ่มที่ 1 คือ กลุ่มที่พอใจที่คนจนใช้ประโยชน์มากกว่าคนรวย เพราะแสดงว่ารัฐให้ความสำคัญกับการดูแล กลุ่มที่ 2 ไม่พอใจ เนื่องจากคิดว่าสวัสดิการของรัฐที่คนรวยไม่ใช้ หมายความว่าเป็นสวัสดิการที่ไม่ดีจริง เพราะถ้าดีจริงทุกคนต้องใช้ กลุ่มที่ 3 คือกลุ่มที่คิดว่าเหมาะสมที่ให้คนจนใช้ เพราะถ้าคนรวยแล้วจะมาใช้สวัสดิการของรัฐทำไม และกลุ่มที่ 4 คือกลุ่มที่แสดงความเห็นว่า สวัสดิการของรัฐทำให้คนจนช่วยเหลือตนเองไม่ได้  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องการ “การถกแถลงทางคุณธรรม” (Moral dialogue)  ต้องมีเวทีพูดคุยกันว่าอะไรคือสิ่งที่ยอมรับได้ อะไรคือสิ่งที่ควรจะเป็น

ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร  นำเสนอประเด็นคุณธรรมว่าจะเป็นตัวแปรในการเปลี่ยนประเทศได้อย่างไร โดยจากประสบการณ์ แนวคิดสำคัญที่ครูกับพระสอนเหมือนกัน คือ เอาดีออกอวด แต่อย่าอวดดี  ในการดำเนินงานโครงการสนองพระราชดำรินั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงคิดทฤษฎีใหม่ที่มีตรรกะทางเศรษฐศาสตร์ที่แตกต่าง มีคุณธรรมที่แตกต่าง เน้นให้เกิดการเรียนรู้จากการลงมือทำ ซึ่งช่วงแรกอาจไม่มีคนเข้าใจ แนวคิดการทำกสิกรรมธรรมชาติและเศรษฐกิจพอเพียงนั้นต้องทำด้วยความอดทน ทำแบบคนจนแล้วประเทศจะรวย  ถ้าไม่พอก็ทำให้พอ พอมีมากแล้วก็รู้จักพอ และไม่ต้องแข่งขันแย่งชิง ให้แบ่งปัน หลักการของเศรษฐกิจพอเพียงเมื่อสรุปเป็น 3 คำสั้นๆ ได้แก่ ทำให้พอ รู้จักพอ และแบ่งปัน โดยสิ่งสำคัญในการดำเนินงาน คือความกล้าหาญทางจริยธรรม การเผชิญและเรียนรู้จากปัญหา  

นายสิน สื่อสวน นำเสนอผลการตั้งปณิธานความดีของคนในสังคมไทย ที่ประมวลผลโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) โดยจำแนกตามช่วงวัย (เจนเนอเรชั่น) ซึ่งพบว่าทุกช่วงวัยตั้งปณิธานเรื่องความพอเพียงมากที่สุด และผลการตั้งปณิธานสะท้อนว่าเมื่อวัยเพิ่มขึ้น พื้นที่ในการตั้งใจทำความดีจะขยับขยายมากขึ้นตามไปด้วย จากบุคคลสู่ครอบครัว กลุ่ม/องค์กร และสังคม

อย่างไรก็ตาม การลงมือทำตามปณิธานนั้นต้องเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์อีกหลายมิติ และขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง ซึ่งมีโจทย์ที่สังคมต้องพูดคุยกัน เช่น ความเป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ ตัวตน ซึ่งทุกคนต้องร่วมกันหาคำตอบ เพื่อยกระดับเรื่องคุณธรรมและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางพฤติกรรมและจิตสำนึกต่อไป

          ภาพรวมของเวทีเสวนานี้จึงมีความสำคัญในแง่ที่ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของเรื่องคุณธรรม ทั้งในเชิงประเด็น และกระบวนการส่งเสริม ที่ต้องให้ความสำคัญกับความซับซ้อนและความหลากหลายของกลุ่มคนในสังคม และเสนอถึงทิศทางของการขับเคลื่อนงานด้านคุณธรรมว่า ไม่มี “ไม้เท้าวิเศษ” ที่เป็นคำตอบสำเร็จรูปในการทำงานส่งเสริมคุณธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม แต่สิ่งสำคัญ คือการเปิดพื้นที่ของ การถกแถลงทางคุณธรรม” (Moral dialogue) ผ่านเวทีพูดคุยสร้างข้อตกลงร่วมกัน และลงมือปฏิบัติ การขับเคลื่อนคุณธรรมในสังคมจึงจะเกิดขึ้นจริง และเป็นการขับเคลื่อนที่มีความสร้างสรรค์

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/632263

จิตวิวัฒน์ : คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม : ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง : โดย ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม: ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง

ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์เข้าร่วมกระบวนการพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์มาบ้าง จะเข้าใจได้ว่าจุดร่วมของกระบวนการในลักษณะนี้ คือ นำพาแต่ละคนเข้าไปสำรวจ เรียนรู้เข้าใจตนเอง ด้วยการสร้างสิ่งแวดล้อมและเงื่อนไขที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าหลังจบกระบวนการ หลายคนพบว่าการนำกระบวนการเรียนรู้มาใช้ในชีวิตประจำวันกลับเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง

สถานการณ์นี้นำไปสู่ประเด็นคำถามที่ว่า กระบวนการพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์สามารถนำมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ทางสังคม (ที่มีความสลับซับซ้อนกว่าช่วงเข้าร่วมกระบวนการ) ได้อย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่ได้

ผู้เขียนนำประเด็นคำถามข้างต้นไปสอบถามกับกระบวนกร/ นักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และวิทยากรที่เชิญมาร่วมจัดกระบวนการในงานประชุมวิชาการ “คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม: ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง” ที่จัดโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ซึ่งประกอบไปด้วย คุณอลงกรณ์ วินัยกุลพงค์ และทีมกระบวนกรจากเครือข่ายพุทธิกา คุณธนัญธร เปรมใจชื่น จากสถาบัน Sevenpresents และ รศ.นพ. ชัชวาลย์ ศิลปกิจ ผู้อำนวยการศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล โดยแต่ละท่านช่วยให้ความรู้และแลกเปลี่ยนเรื่องงานกระบวนการที่นำมาใช้การพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์ในมุมมองที่หลากหลายกันไป

คุณอลงกรณ์ และทีมกระบวนกรจากเครือข่ายพุทธิกา เล่าถึง “เกมวารีพินาศ” ว่า เป็นการหยิบยกสถานการณ์น้ำท่วม ซึ่งคนส่วนใหญ่มีประสบการณ์ร่วมกันในปี 2554 มาพัฒนาเป็นบอร์ดเกม มีสถานการณ์น้ำท่วมเป็นตัวเดินเรื่องในเกม ซึ่งจะทำให้เห็นปรากฏการณ์ และพฤติกรรมที่สะท้อนจากความคิดของแต่ละคน และที่สำคัญ คือกระบวนการชวนคิดชวนคุยหลังเล่นเกม ซึ่งทำให้ “เกมวารีพินาศ” มีมากกว่าความสนุก        “ ถ้าพูดถึงเกม สิ่งที่ต้องมีคือความสนุก แต่อาจไม่ใช่เล่นแค่สนุกอย่างเดียว แต่จะได้กลับไปคิดอะไรบางอย่าง บางประเด็นที่เชื่อมโยงในชีวิตของเขา ไม่ว่าจะภาพเล็กหรือภาพใหญ่ ถ้าคุณมาเล่นจะสนุก เป็นการสนุกเพื่อฉุกคิด เพื่อเป็นการกระตุกความคิด แต่ละวงที่เล่นผลจะออกมาไม่เหมือนกันทั้งหมด เชื่อว่าคนที่ชอบเล่นเกม และชอบการเรียนรู้จะชอบ”

“เกมวารีพินาศ” จึงเป็นตัวอย่างหนึ่งของการออกแบบกระบวนการที่มีบอร์ดเกมเป็นตัวดึงความสนใจให้คนกลับมาใคร่ครวญและทบทวนตนเอง

บางกรณีกระบวนการพัฒนาศักยภาพด้านในของมนุษย์เป็นเรื่องที่เรียบง่าย แต่กลับปฏิบัติได้ยากในเงื่อนไขสังคมปัจจุบัน คือ “การฟัง” คุณธนัญธร กล่าวถึงกระบวนการเรียนรู้การฟังในชื่อ “ฟังด้วยใจขยายความเป็นไปได้ใหม่ในสังคม” ว่า คนจำนวนมากชอบคิดว่าการฟังเป็นแค่การนั่งนิ่งๆ แต่ในกระบวนการจะทำให้เข้าใจและแยกออกว่าการฟังอย่างลึกซึ้งจริงๆ เป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่ฟังเพื่อจับประเด็น หรือเพื่อโต้ตอบตามความคุ้นชิน แต่ฟังเพื่อให้เกิดความเข้าอกเข้าใจคนอื่น ซึ่งมีความสำคัญมาก

“เมื่อคุณฟังอย่างลึกซึ้งจริงๆ คุณจะรู้ว่าโลกภายในระหว่างคนหนึ่งกับอีกคนหนึ่งมีบางอย่างเชื่อมโยงกัน และเมื่อไหร่ที่คุณสามารถเข้าอกเข้าใจกันได้ คุณจะเริ่มเข้าใจคนข้างในตัวคุณเอง แล้วเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มเข้าใจตัวของคุณเอง ทุกอย่างจะง่ายขึ้นเยอะ”

คุณธนัญธร ยังกล่าวถึงบทบาทสำคัญของงานกระบวนการ คือการสร้าง “แรงบันดาลใจ” ซึ่งเป็นจุดเริ่มของพลังเล็กๆที่สามารถขยายออกไปสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้

“สิ่งที่กระบวนการทำได้ดีมาก คือ สร้างแรงบันดาลใจในการอยากเปลี่ยน อยากกระทำการ อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเล็กๆ เช่น กลับไปฟังคนที่รักให้ดีขึ้น เริ่มเข้าใจพ่อกับแม่มากขึ้น แรงเหวี่ยงภายในเหมือนการตั้งหลักใหม่ เป็นเรื่องของการเรียนรู้ สร้างแรงบันดาลใจ

ที่ว่าพฤติกรรมจะเปลี่ยนได้จริงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ว่าจะมีโอกาสเจอแรงเหวี่ยงไหม ตอนเรียนใหม่ก็อาจจะรู้สึกว่าดี เหมือนเป็นชิงช้า ถ้ามีคนแกว่งก็มีแรง เหมือนมีคนมาไกวชิงช้าให้เรา อีกสักพักก็จะเฉื่อยตามร่องที่คุ้นชิน ยกเว้นคนบางคนที่มีแรงบันดาลใจ ชอบเรื่องนี้ สนใจเรื่องนี้มาก เป็นหมุดสุดท้ายที่มาตอกพอดีแล้วมันก็พลิก เกิดแรงบันดาลใจอยากสร้างเส้นทางใหม่ๆในชีวิต อยากกลับไปทำชีวิตตัวเองให้ดีขึ้น เป็นแรงบันดาลใจในการอยากขับเคลื่อนและเปลี่ยนแปลง”

กระบวนการพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์ในบางกรณีมุ่งไปที่ “แก่นแท้” ของการพัฒนาจิตใจ คือ การฝึกสติ รศ.นพ. ชัชวาลย์ เริ่มบทสนทนาด้วยการตั้งคำถามว่า “เมื่อสติเป็นแก่น ภาวนาเป็นแก่น เราจะทำเรื่องการเจริญสติให้เป็นเรื่องเข้าใจง่ายๆ หรือเรื่องธรรมดาได้ไหม”

รศ.นพ. ชัชวาลย์ กล่าวถึงกระบวนการเจริญสติ (Mindfulness Practice) ว่า “การปฏิบัติไม่ใช่การกระทำ ปฏิบัติคือการรู้ รู้ครั้งหนึ่งก็ปฏิบัติทีหนึ่ง รู้อะไร รู้สิ่งที่ปรากฏ ด้วยกาย ด้วยใจของเรา เขาเรียกว่าปฏิบัติ  แต่เราเข้าใจผิด การปฏิบัติต้องขยับ ต้องเพ่ง ต้องท่อง ต้องนั่ง คนที่นั่งแน่ใจหรือว่าเขาปฏิบัติ แล้วอะไรล่ะที่เป็นเครื่องยืนยัน ใจเขาต่างหาก ใจที่รู้เรียกว่าปฏิบัติ รู้อะไร รู้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร เพราะปกติเราไม่รู้ แต่เราฝึกจนกระทั่งจำได้

สิ่งที่เราฝึกฝนไม่ใช่ของใหม่ ทุกคนเคยมีประสบการณ์ เคยไหมที่นั่งใจลอยอยู่แล้วนึกขึ้นมาว่าใจลอย นั่นแหละอันเดียวกัน เราต้องการทำสิ่งนั้นให้งอกงาม คือทักษะในการตื่นแล้วพาใจกลับเข้าบ้าน ฝึกให้รู้ทันความใจลอย ฝึกให้รู้ทันความคิด ไม่ใช่ฝึกสติเพื่อห้ามความคิด ใช้เวลาฝึกฝนซ้ำๆ ในระยะเวลาไม่นานหลังจากนี้จะเกิดเป็นอัตโนมัติ เป้าหมายของเราคือฝึกให้มีตัวช่วย มีตัวสะกิดข้างในของเราเอง ไม่ใช่จากข้างนอก”

บทสนทนาที่มีต่อกระบวนกร/ นักออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และวิทยากร สะท้อนให้เห็นความหลากหลายของกระบวนการพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์ ซึ่งแสดงถึงความหลากหลายของผู้คนไปสังคมไปในเวลาเดียวกัน

ท่ามกลางกระบวนการพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์ที่หลากหลาย และเปิดกว้างให้แต่ละบุคคลเลือกทดลองปฏิบัติตามความถนัดของตนเองนั้น ต่างมีจุดร่วมกันที่เป็นเครื่องมือช่วย “กระตุก” “สร้างแรงบันดาลใจ” หรือ “สะกิด” ให้กลับมาใคร่ครวญ ทบทวนกับตนเอง

ถ้ามองย้อนกลับไปที่คำถามที่ว่ากระบวนการพัฒนาคุณธรรม หรือศักยภาพด้านในของมนุษย์สามารถนำมาปฏิบัติจริงในพื้นที่ทางสังคมได้อย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้ดำรงอยู่ได้ คำถามนี้คงไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่ตายตัว

แต่ถ้าพิจารณาจากงานกระบวนการอาจมองได้ว่า งานกระบวนการเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สนับสนุนให้คุณธรรมเกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้จริงในพื้นที่ทางสังคม โดยเริ่มจากการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติผ่านประสบการณ์ตรง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจระดับบุคคล ก่อนแผ่ขยายไปยังชุดความสัมพันธ์อื่นในพื้นที่ทางสังคม

เงื่อนไขสำคัญหนึ่งที่หล่อเลี้ยงคุณธรรมให้ดำรงอยู่ได้นั้น คือการมี “พื้นที่กลาง” ที่มีปฏิบัติการของการเรียนรู้ร่วมกัน และนำไปสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายที่ขับเคลื่อนงานร่วมกันต่อไป ซึ่ง “พื้นที่กลาง” รูปแบบหนึ่งที่ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) พยายามผลักดันให้เกิดขึ้น และอยากเชิญชวนมาเรียนรู้ร่วมกัน คือ งานประชุมวิชาการ “คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม: ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 26 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ

โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้ที่เว็บไซต์ศูนย์คุณธรรม http://www.moralcenter.or.th และที่เฟซบุ๊ค Moral Spaces

ที่มา https://www.matichon.co.th/news/582378

Powered by Spearhead Software Labs Joomla Facebook Like Button