บทความ / กรณีศึกษา

องค์กรคุณธรรม

 

องคกรคณธรรม

 

 

ปัจจุบัน เมื่อพูดถึงองค์กรคุณธรรม หลายคนอาจมีคำถามที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ถามถึงคุณลักษณะ บ้างก็ถามถึงมาตรฐานความเป็นองค์กรคุณธรรม บ้างก็อาจจะมีคำถามว่า คือ อะไร จะเป็นองค์กรคุณธรรมได้อย่างไร ปรากฏการณ์เช่นที่กล่าวมานี้ ไม่ได้เป็นความบังเอิญหรือสร้างสถานการณ์ แต่เป็นสิ่งที่สังคมไทย กำลังให้ความสนใจเป็นพิเศษ ในปัจจุบัน  นับตั้งแต่ รัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งต้องประสบกับปัญหาทางสังคมมากมาย รวมถึงความแตกแยกทางสังคม ซึ่งค้นพบว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น ล้วนเกิดมาจากปัญหาวิกฤติคุณธรรมในสังคมไทยนั่นเอง ความพยายามที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในหลาย ๆ ด้าน ไม่อาจจะประสบความสำเร็จได้ หากไม่เกิดการปฏิรูปด้านคุณธรรม ของสังคมไทย ที่คนไทยต้องไม่สร้างปัญหาให้คนอื่นเดือดร้อน และทำแต่สิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมส่วนรวม จึงจะนำไปสู่การปรับ แก้ไขหรือปฏิรูปด้านอื่น ๆ ตามมาได้ 

          นับตั้งแต่รัฐบาล เห็นชอบแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๙ - ๒๕๖๔ แล้วนั้น  คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ได้ประกาศขับเคลื่อนการจัดทำแผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมอย่างน้อย ๓ ระดับ คือ ระดับกระทรวง ระดับจังหวัด และระดับองค์กร หน่วยงานภาคปฏิบัติอื่น ๆ ในสังคม ความสนใจในเรื่องการน้อมนำหลักคุณธรรม ๔ ประการ คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา ของหน่วยงานต่าง ๆ ก็เพิ่มสูงขึ้น โดยหน่วยงานภาครัฐ มีความพยายามที่จะสร้างเสริมองค์กรต่างๆภายใต้การกำกับ ให้มุ่งสู่การพัฒนาเป็นองค์กรคุณธรรม อาทิ กระทรวงสาธารณสุข รณรงค์เรื่องการขับเคลื่อนการพัฒนาโรงพยาบาลคุณธรรม   กระทรวงศึกษาธิการ ส่งเสริมโรงเรียนต่าง ๆ ให้เกิดเป็นโรงเรียนคุณธรรมกว่า ๓๐,๐๐๐ แห่ง ในภาคธุรกิจเอง ก็มีความพยายามในหลาย ๆ กลุ่ม ที่จะพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรธุรกิจที่ส่งเสริมคุณธรรมเหล่านี้ ล้วนแต่มีการพูดถึง องค์กรคุณธรรม ทั้งสิ้น 

          ดังนั้น คำว่าองค์กรคุณธรรม จึงเป็นที่กล่าวถึงกันมากในยุคนี้ เพราะเมื่อเข้าใจเจตนารมณ์ที่ชัดเจนแล้ว จะเห็นได้ว่า การเป็นองค์กรคุณธรรม จะเป็นการสร้างพื้นที่ความดี สร้างคนดี ให้สังคมดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลในปัจจุบัน และประชาชนชาวไทยก็ต้องการจะเห็นเช่นนั้น

 


ผู้เขียน : ยงจิรายุ  อุปเสน    งานนวัตกรรมองค์ความรู้เพื่อสร้างสังคมคุณธรรม

ภาพโดย : จักราชัย ทองเพ็ชร์   งานสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงและภาพลักษณ์องค์กร

ทำไมต้องพอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา : คุณธรรมนำการพัฒนา

ทำไม

 

ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปและการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน รัฐบาลมียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่มุ่งสร้างความพอดีระหว่างการพัฒนาการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความทันสมัย และเทคโนโลยี กับการสร้างสังคมเข้มแข็งในมิติด้านคุณธรรมความดี ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน จึงมุ่งมั่นสร้าง“คนดี สังคมดี” ตามแผนแม่บทสำหรับคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ ที่มีวิสัยทัศน์ “สังคมไทยมีคุณธรรมเป็นรากฐานในการดำรงชีวิต สืบสานความเป็นไทย อยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุขในประเทศไทย ประชาคมอาเซียน  และประชาคมโลกอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมให้คนไทยมีคุณธรรมตามหลักศาสนา นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาพัฒนาคุณภาพชีวิต และดำรงชีวิตตามวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม โดยในระยะแรกจะมุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อขับเคลื่อน คุณธรรมสำคัญ ๔ ประการ คือ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา โดยแนวทางการประพฤติปฏิบัติของคุณธรรม ดังนี้

พอเพียง  หมายถึง  ความพอเพียงในการดำเนินชีวิต แบบทางสายกลาง มีเหตุผลใช้ความรู้ในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ มีความพอประมาณ พอดี ไม่เบียดเบียนตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่ประมาท สร้างภูมิคุ้มกันที่ดี รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง

วินัย  หมายถึง  การยึดมั่นและรับผิดชอบในหน้าที่ของตน ทั้งวินัยต่อตนเองในการผลักดันชีวิตให้ก้าวหน้า วินัยต่อองค์กร สังคม ปฏิบัติตามจริยธรรม จรรยาบรรณ และเคารพต่อกฎหมาย

สุจริต  หมายถึง  ความซื่อตรง ความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่น ยืนหลักในการรักษาความจริง ความถูกต้อง ความเป็นธรรมทั้งปวง นอกจากตนเองจะเป็นคนซื่อตรงแล้ว ต้องกล้าปฏิเสธการกระทำที่ไม่ซื่อตรง ไม่ซื่อสัตย์ของบุคคลอื่นที่จะทำให้ส่วนรวมเกิดความเสียหาย

จิตอาสา  หมายถึง  การเป็นผู้ที่ใส่ใจต่อสังคมสาธารณะ และอาสาลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่งอันมิใช่หน้าที่ของตนเอง ด้วยความรัก ความสามัคคี เพื่อประโยชน์ของผู้อื่น ของสังคม ของประเทศชาติ โดยมิได้หวังผลตอบแทน ทำความดีเพื่อ ความดี เอื้ออาทรต่อคนร่วมสังคม ทำอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย

          ซึ่งการขับเคลื่อนคุณธรรมให้เกิดการพัฒนาสู่สังคมคุณธรรมดังกล่าวจะมุ่งเป็นการสร้างคนดี คือส่งเสริมคุณธรรมให้คนทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ และการส่งเสริมองค์กรคุณธรรม ให้ทุกองค์ ทุกสถาบันส่งเสริมให้คนในองค์กรเป็นคนดี การบริหารองค์กรมีคุณธรรม และร่วมกันส่งเสริมประชาชนและสังคม ร่วมสร้างคุณธรรม ให้เต็มแผ่นดิน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานเฉพาะด้านตามนโยบายรัฐบาล ทำหน้าที่หลักในการบริหารจัดการและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนประสานงานและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายองค์กร ด้านการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ให้มีพลังในการพัฒนาคุณภาพประชากรของชาติในด้านคุณธรรมจริยธรรม เพื่อรักษาดุลยภาพในการพัฒนาสังคมไทย สู่สังคมไทย  4.0


ผู้เขียน : สิน สื่อสวน  ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม
ภาพโดย : จักราชัย ทองเพ๊ชร์ 
งานสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงและภาพลักษณ์องค์กร

จากคุณภาพไปสู่ “โรงพยาบาลคุณธรรม”

21 1 2559 11 33 11  จากคุณภาพไปสู่ “โรงพยาบาลคุณธรรม”

วีรวิท  คงศักดิ์

     เมื่อปี ๒๕๕๓ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาพลังแผ่นดินเชิงคุณธรรม หรือศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในปัจจุบัน ได้จัดทำโครงการ “องค์กรต้นแบบความซื่อตรง (Integrity) ภาครัฐ” ผลผลิตจากโครงการนั้น ทำให้เกิดองค์กรคุณธรรมความดี ๓ องค์กร คือ กรมคุมประพฤติที่มุ่งมั่นในการไม่รับสินบน-สินน้ำใจ กรมการเงินกลาโหมที่มุ่งมั่นในการพัฒนาคนให้มีความซื่อตรง และกรมเทคโนโลยีสารสนเทศทหารอากาศที่มุ่งมั่นให้มีความซื่อตรง โปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ


     จากผลสัมฤทธิ์ครั้งนั้น ได้ก่อให้เกิดความบันดาลใจให้กับท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ปราโมทย์ โชติมงคล จึงชวนท่านองคมนตรี นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย ในฐานะศิษย์เก่าโรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม ร่วมกันพัฒนาโรงเรียนที่ท่านเคยศึกษาให้เป็นโรงเรียนคุณธรรมความดี เหมือนสมัยที่ท่านเป็นนักเรียน โดยเรียกชื่อว่าโครงการ “โรงเรียนคุณธรรม” และมอบให้ศูนย์คุณธรรมเป็นผู้ดำเนินการด้านวิชาการ เมื่อเริ่มต้นโครงการ ท่านผู้ใหญ่ใจดีทั้งสองได้ไปพบปะพูดคุยกับผู้บริหารและครูของโรงเรียนเน้น ให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณธรรมความดีในสถานศึกษา เพื่อเป็นรากฐานของการสร้างพลเมืองดี และท่านได้ไปพบกับนักเรียนหลาย ครั้งตลอดระยะเวลาของโครงการ เพื่อสร้างกำลังใจในการสร้างคุณธรรมความดี โดยเน้นให้เห็นถึงประโยชน์ของการสร้างความเชื่อถือศรัทธาและไว้วางใจ “โรงเรียนของเรา”

     เมื่อทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจะ พัฒนาเป็นโรงเรียนคุณธรรม วิทยากรของศูนย์คุณธรรม ได้แก่ อาจารย์สมปอง ใจดีเฉย จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตรและคณะ ได้จัดกิจกรรมละลายพฤติกรรมระหว่างครูกับผู้บริหาร เพื่อสร้างพลังในการทำงานร่วมกันเป็นเวลา ๓ วัน หลังจากนั้น ได้จัดกิจกรรมพัฒนาคุณธรรมความดีให้กับนักเรียนแกนนำที่สมัครใจเข้าร่วม โครงการ ด้วยการระดมความคิด ภายใต้กรอบ “ปัญหาที่อยากแก้ ความดีที่อยากทำ”

     “ปัญหาที่อยากแก้” ได้ถูกนำไปเป็นโครงงานที่นักเรียนได้ริเริ่มพัฒนาความประพฤติของตน และ “ความดีที่อยากทำ” จะเป็นเข็มมุ่งในการทำความดีที่ทุกคนมุ่งมั่นพัฒนาจนเป็น “อัตลักษณ์ของโรงเรียน” เป็นเวลาเกือบ ๓ ปี ภายใต้การสนับสนุนทุกรูปแบบจากท่านผู้ใหญ่ใจดีทั้งสองท่าน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม สามารถนำมาเสนอเป็นต้นแบบ “โรงเรียนคุณธรรม” ในงานสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติและตลาดนัดคุณธรรม  ครั้งที่ ๖ ที่ศูนย์คุณธรรมจัดขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๖

     จากผลสำเร็จของโรงเรียนคุณธรรมนี้ ท่านองคมนตรี เกษม วัฒนชัยได้นำไปเล่าให้แพทย์ที่ร่วมประชุม HA National Forum ๒๕๕๖ ฟัง และเสนอแนวคิดให้มีการพัฒนา “โรงพยาบาลคุณธรรม” บ้าง ทันตแพทย์ไพรัช กาวประเสริฐ ทันตแพทย์ชำนาญการโรงพยาบาลบางมูลนาก ซึ่งเป็นคนพิจิตรโดยกำเนิด ได้รับทราบความสำเร็จของโรงเรียนคุณธรรม และรับรู้ถึงกระแสพลังทางสังคมในการพัฒนาคุณธรรมความดีของคนอำเภอบางมูลนาก จึงได้เกิดแนวคิดร่วมกับทีมงานจัดทำโครงการ “โรงพยาบาลคุณธรรม” ขึ้น ภายใต้การสนับสนุนของ นายแพทย์ ดิเรก ขำแป้น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่านก่อน ซึ่งเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม

เป็นความโชคดีของคนบางมูลนากที่ กระทรวงสาธารณสุข ส่งแพทย์คนพิจิตรนักพัฒนา นายแพทย์วิศิฎฐ์ อภิสิทธิ์วิทยา มารักษาราชการผู้อำนวยการโรงพยาบาล จึงได้สานต่อโครงการนี้จนเกิดผลสัมฤทธิ์ โรงพยาบาลบางมูลนากมีจุดแข็งที่คน ในองค์กรคุ้นเคยกับการพัฒนาจากโครงการโรงพยาบาลคุณภาพ (Hospital Accreditation-HA.) และอยู่ใกล้กับโรงเรียนคุณธรรมต้นแบบที่สามารถแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการทำ กิจกรรมได้ง่าย จึงไม่ยากในการทำความเข้าใจและมุ่งมั่นพัฒนา “จากคุณภาพไปสู่คุณธรรม” หมอวิศิฎฐ์ ได้อธิบายว่า การทำกิจกรรมคุณภาพมีการประเมินจากตัวชี้วัดซึ่งสร้างความกดดันให้กับ บุคลากรเกิดความเครียด การปลุกจิตสำนึกด้านคุณธรรมจึงเป็นการช่วยผ่อนคลาย และเน้นว่า โรงพยาบาลคุณธรรมไม่ใช่การนุ่งขาวห่มขาวนั่งสมาธิกันทั้งวัน

     แต่เป็นการปลุกเร้าคุณธรรมความดี ที่มีอยู่ในตัวทุกคนจากความเป็นมนุษย์ ออกมาเป็นอัตลักษณ์ขององค์กรที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน และใช้เป็นเข็มมุ่งในการทำความดีเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อขยายผลไปสู่คุณธรรมอื่นๆ ในการดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข หมอไพรัชได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ในโครงการโรงพยาบาลคุณภาพ มีกิจกรรมการสร้างความสุขที่แท้จริงด้วย ๘ Happy ของ สสส. ได้แก่ ความสุขทางร่างกาย จิตใจ การมีความรู้ มีน้ำใจ จิตวิญญาณหรือความดี การพักผ่อน และมีฐานะทางการเงินที่ เป็นความสุขส่วนบุคคล และอีกสองมิติ คือ ความสุขในครอบครัวและสังคมที่มีความสุข ซึ่งสอดคล้องกับโรงพยาลคุณธรรมที่มุ่งเน้น “ธรรมะสร้างสุข” ให้กับคนในสังคม

     จากความพร้อมดังกล่าว โรงพยาบาลบางมูลนาก ได้เริ่มโครงการด้วยการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคลากรของโรง พยาบาลในประเด็น “ปัญหาที่อยากแก้ ความดีที่อยากทำ” โดยมีอาจารย์ประกาศิต เลี่ยมสุวรรณ จากโรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม เป็นผู้ให้คำแนะนำการทำกิจกรรม “ค่านิยม” ที่เป็นความดีที่ทุกคนอยากทำ คือ “เมตตา เสียสละ รับผิดชอบ” ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานของบุคลากรสายการแพทย์ และทุกคนในโรงพยาบาลพร้อมที่จะสร้างเป็น “อัตลักษณ์” ของโรงพยาบาล ส่วนปัญหาที่อยากแก้ได้ถูกแปลง เป็นโครงงาน ที่แต่ละส่วนงานมีความมุ่งมั่นร่วมกันแก้ไขปัญหาหรือความบกพร่องที่เคยเกิด ขึ้น และถอดบทเรียนว่าเกิดคุณธรรมอะไรขึ้นบ้าง

     เป็นเวลา ๑ ปีเศษที่โครงการพัฒนาโรงพยาบาลบางมูลนากจาก “คุณภาพสู่คุณธรรม” ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาคุณธรรมความดีอย่างเป็นรูปธรรม และจะก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง หมอไพรัชได้สรุปปัจจัยที่ก่อให้ เกิดโรงเรียนคุณธรรมและนำมาขยายผลเป็นโรงพยาบาลคุณธรรม ซึ่งคุณหมอเรียกว่า “เมล็ดพันธุ์แห่งความดี” ๕ ประการ คือ

ประการแรก ต้องร่วมมือกันแสวงหาอัตลักษณ์ขององค์กรและยึดถือเป็นค่านิยมร่วมที่ยั่งยืน ด้วยการนำไปสู่การปฏิบัติจนเกิดเป็นลักษณะนิสัยของคน และขยายผลจนเป็น “วัฒนธรรมองค์กร”

ประการที่สอง ต้องสร้าง “แกนนำ” ที่มีความเข้าใจในการขับเคลื่อนโครงการและมีพลังในการขับเคลื่อนจนประสบผลสำเร็จ

ประการที่สาม ต้องสร้างโครงงานคุณธรรมที่มาจาก “ปัญหาที่อยากแก้ ความดีที่อยากทำ” และดำเนินการจนเกิดผล และมีการถอดบทเรียนมาเป็นคุณธรรมที่ปรารถนา

ประการที่สี่ ต้องจัดตลาดนัดคุณธรรมเพื่อเผยแพร่กิจกรรมแบ่งปันความรู้และแลกเปลี่ยนเรียน รู้เพื่อพัฒนาแนวทางการสร้างคุณธรรมที่ปรารถนา ตามแนวคิด “ทำดีต้องมีแชร์” “ทำดีมีที่ยืน” และ “ทำดีก๊อปปี้ได้”

และประการที่ห้า มี “กัลยาณมิตร” ที่สนับสนุนและให้กำลังใจในการทำความดีอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จของการพัฒนาโรงพยาบาล บางมูลนากเป็น “โรงพยาบาลคุณธรรม” นี้ น่าจะเกิดจากปัจจัยประการที่ ๕ เนื่องจากโครงการนี้ได้รับพลังสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดี ๒ ท่านที่เป็นชาวพิจิตรซึ่งมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณธรรมความดีให้สังคม คือ ท่านองคมนตรีเกษม วัฒนชัยและท่านปราโมทย์ โชติมงคล นอกจากนั้น การที่ท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุขนายแพทย์ ณรงค์ สหเมธาพํฒน์ เคยเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลนี้มาก่อน ได้เป็นแบบอย่าง และเตรียมความพร้อมของโรงพยาบาล จึงเกิดแรงผลักดันให้เกิดสิ่งดีงามนี้ เพื่อเป็น “แบบอย่าง” ให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ ประกอบกับบุคลากรที่รับผิดชอบ คือ หมอวิศิฎฐ์ และหมอไพรัชเป็นชาวพิจิตรโดยกำเนิด จึงมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง ให้มีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับมาตรฐานสากล

     อีกทั้ง การที่บุคลากรในโรงพยาบาลมีจิตสำนึกในการพัฒนาองค์กร และอยู่ในพื้นที่เดียวกับโรงเรียนคุณธรรมต้นแบบ ก็เป็นจุดแข็งในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายโรงพยาบาลคุณธรรมได้โดยง่าย

มาถึงวันนี้ กระแสสังคมของคนในอำเภอบางมูลนากที่มีต่อองค์กรคุณธรรมแรงมากขึ้น จึงมีโครงการพัฒนา “อำเภอคุณธรรม” และอาจมี “อบต.คุณธรรม” กับ “เทศบาลคุณธรรม” เกิดขึ้นตามมา ขณะนี้ กระแส “ปฏิรูป” กำลังแรง จึงหวังว่าจะได้เห็น “ที่ดินคุณธรรม” “โรงพักคุณธรรม” “สรรพากรคุณธรรม” และ “ศุลกากรคุณธรรม” หรือองค์กรอื่นๆ “คุณธรรม” เกิดขึ้นในอนาคต

——————

เขียนให้ “โพสต์ทูเดย์”

๒๔ พ.ย.๕๗

Co-Branding“แรงบันดาลใจใต้ร่มพระบารมี”

CO BRANDING

 

 

หากเราจะพูดถึง  “ความดี”  จะมีคำถาม ตามมาอีกว่า แค่ไหนถึงจะเรียกว่าดี และคนดี ต้องเป็นแบบไหน ? คนทำดี ก็ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าการจะเป็นองค์กรคนดี จะต้องเป็นแบบไหน ? และถ้าอยากจะให้ความดีขยายไปทุกพื้นที่ จะเป็นแบบไหน? และถ้าจะทำให้การทำความดี ดูมีพลัง จะทำอย่างไร ? คำตอบคือ ดี จะขยายความดีไปทุกพื้นที่ได้อย่างไร ? ท้ายที่สุดแล้วองค์กร จะต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เกิดพลังความดีที่ยิ่งใหญ่ และขยายไปทั้งประเทศ นี่จึงเป็นที่มาของ คำว่า  Co-branding  ซึ่งศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในฐานะองค์กรกลางในเชื่อมโยงองค์กรทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนคุณธรรมจริยธรรม จึงได้ประสานความร่วมมือกับหลา ยๆ หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ  ภาคเอกชน ที่มีการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมอยู่ในองค์กร เพื่อสร้างเครือข่าย และผนึกกำลังช่วยส่งเสริมกันระหว่างหน่วยงาน ในการพัฒนาเป็นองค์กรต้นแบบด้านการส่งเสริมคุณธรรม และเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้กับ หน่วยงาน องค์กรอื่น ๆ ที่จะส่งเสริมการทำดี ให้เต็มทุกพื้นที่ในสังคมไทย โดยในช่วงแรกได้มีการ ร่วมมือกับองค์กรนำร่อง Co-Branding แรงบันใจใต้ร่มพระบารมี แคมเปญความร่วมมือ องค์กรหลัก ได้แก่ กองทัพไทย (กองทัพอากาศ กองทัพเรือ กองทัพบก) กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กรมประชาสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การประปานครหลวง บริษัทไปรษณีย์ไทย การเคหะแห่งชาติ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) 

 


ผู้เขียน : สาริณี ถูกจิตร 
ภาพโดย : จักราชัย ทองเพ๊ชร์

งานสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงและภาพลักษณ์องค์กร

 

 

“ข้าวคุณธรรม”

M034A02 L2  “ข้าวคุณธรรม”

วีรวิท  คงศักดิ์

          เมื่อ ๓๐ ปีก่อนทางราชการได้จัดทำโครงการอีสานเขียว ด้วยการแนะนำให้เกษตรกรใช้สารเคมีเพื่อเพิ่มผลผลิตของพืชผลทางเกษตรในภาคอีสาน ผลการดำเนินการตามโครงการนี้ใน ระยะแรกสามารถเพิ่มผลผลิตให้กับเกษตรกรได้จริง แต่ต่อมาเกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรและระบบนิเวศของพื้นที่อีสาน


   พ่อวิจิตร บุญสูง ปราชญ์ชาวบ้านของจังหวัดยโสธรเล่าให้ฟังว่า หลังจากใช้สารเคมี ๓-๔ ปี การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน คือ ดินเริ่มกระด้างและแข็งจนใช้กระบือไถนาไม่ได้ ต้องเปลี่ยนเป็นรถไถ และสัตว์น้ำในพื้นนาที่เคยมีได้สูญหายไปหมดยาฆ่าแมลงที่ใช้ปราบศัตรูพืช ได้ทำลายสัตว์ชนิดอื่นที่เคยทำลายศัตรูพืชตามธรรมชาติด้วย ระบบนิเวศจึงเริ่มถูกทำลาย และผลที่ตามมา คือ ชาวบ้านเริ่มมีการเจ็บป่วยโดยไม่รู้สาเหตุบ่อยขึ้น การใช้สารเคมีช่วยเพิ่มผลผลิตทาง การเกษตรได้จริง แต่เป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย และมีสารตกค้างที่มีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค จึงเป็นเหตุให้ต่างประเทศเริ่มมีการกวดขันสารตกค้างในผลผลิตจากประเทศไทย

     นอกจากนั้น เกษตรเคมีได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวบ้านจากที่พึ่งตนเอง มาเป็นอุตสาหกรรมการเกษตรที่ต้องพึ่งนายทุนในด้านเครื่องทุนแรงและสารเคมี การเกษตรชนิดต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตสิ่งเหล่านี้เป็นภาระที่เพิ่มค่า ใช้จ่ายให้กับเกษตรกรมากขึ้นและมีจำนวนสูงขึ้นๆ เรื่อยๆ ทำให้ผลกำไรที่เกษตรกรคาดหวังว่าจะใช้ในการดำรงชีพ กลับกลายเป็นรายได้ของนายทุนผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรมากขึ้น

     ในปี ๒๕๓๓ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ นักเกษตรกรรมธรรมชาติชาวญี่ปุ่นได้มาเยือนประเทศไทยและให้ความรู้เกี่ยวกับ เกษตรธรรมชาติที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร

การบรรยายครั้งนี้  “ตรงใจ” เกษตรกรชาวยโสธรที่เริ่มได้รับความเจ็บปวดจากเกษตรเคมี จึงมีการรวมตัวกันเป็น “เครือข่ายเพื่อนธรรมชาติ” เพื่อส่งเสริมและจัดจำหน่ายข้าวปลอดสารพิษให้กับผู้บริโภค ต่อมาในปี ๒๕๓๗ ได้จัดตั้งเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรจังหวัดยโสธรเพื่อทำเกษตรปลอดสารพิษทางเคมี และได้ยกระดับจากข้าวปลอดสารพิษเป็น “ข้าวอินทรีย์” แบบรับรองมาตรฐานในปี ๒๕๔๒

     พ่อวิจิตรได้เล่าให้ฟังจาก ประสบการณ์ว่า การชักชวนให้ชาวบ้านเปลี่ยนวิถีชีวิตกลับมาสู่เกษตรธรรมชาติเหมือนสมัยก่อน เป็นเรื่องยากเหมือน “เข็นครกขึ้นภูเขา” เพราะชาวนาต้องเพิ่มภาระในการทำปุ๋ยอินทรีย์จากวัสดุจากธรรมชาติ และการรับรองคุณภาพปลอดสารพิษไม่ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้ พ่อวิจิตรจึงร่วมมือกับพระคุณเจ้าพรหมมา สุภทฺโท รองเจ้าอาวาสวัดป่าสวนธรรมร่วมใจ อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร จัดตั้ง “เครือข่ายคุณค่า ข้าวคุณธรรม” ในปี ๒๕๔๙ โดยได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจากชุดโครงการวิจัยการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ใน พื้นที่ ๓๖ จังหวัด สถาบันวิชาการด้านสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

วัตถุประสงค์ของโครงการนี้  เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับข้าวที่ผลิตได้ให้เป็นที่เชื่อถือของผู้บริโภค ด้วยการพัฒนาคนและผลผลิต โดยนำจุดแข็งด้านคุณธรรมมาใช้ภายใต้คำขวัญ “ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา” จุดสำคัญของโครงการนี้ คือ การสร้างอุดมการณ์แห่งความร่วมมือใน ๒ มิติ

มิติแรก เป็นการสร้างต้นแบบห่วงโซ่อุปทานหรือความต้องการสินค้าที่มีคุณค่า ด้วยกรอบความคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากชาวนาไปสู่ผู้บริโภคคนสุดท้ายอย่างมีคุณภาพ

มิติที่สอง เป็นต้นแบบของการพัฒนาคนให้มีความร่วมมือกันที่จะสร้างระบบคุณธรรมให้เกิด เป็นกลไกการผลิตและการตลาด ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการทางเศรษฐกิจและสังคม ที่จะช่วยให้เกิดการสร้างคนในการปฏิบัตินอกห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรมมาก ขึ้น

ตามแนวคิดนี้ เกษตรกรสมาชิกเครือข่ายคุณค่าข้าวคุณธรรมต้องพัฒนาตนเองให้มี “คุณธรรม” ด้วยการตั้งปณิธานว่า “จะถือศีล ๕ และลดอบายมุข ๓ ประการ คือ ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ และไม่เล่นการพนัน” เมื่อตัดสินใจเข้าร่วมเครือข่าย สมาชิกต้องเข้ารับการอบรมปฐมนิเทศที่วัดป่าสวนธรรมเป็นเวลา ๕ วัน เพื่อเรียนรู้การครองตนให้อยู่ในศีลธรรมอันดีและศึกษาวิธีการทำเกษตร อินทรีย์ที่มีคุณภาพ พระคุณเจ้าพรหมมาได้อธิบายว่า การรักษาศีลและลดอบายมุข เป็นการ “ลดค่าใช้จ่าย” ที่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถ้าเลิกอบายมุขการเที่ยวในเวลากลางคืนก็จะยิ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายมากขึ้น

     ในด้านการประกันคุณภาพ มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นโดยแกนนำคนสำคัญ ได้แก่ ผู้นำกลุ่มชาวนาและพระสงฆ์ในชุมชนเป็นผู้สอนหลักธรรมให้กับสมาชิกในกลุ่ม นักส่งเสริมการเกษตรเป็นผู้ประเมินผลผลิตอินทรีย์ตามมาตรฐานของโครงการ โดยมีการตรวจ “ที่แปลงนา ระดับเพื่อนบ้าน และการตรวจศีลที่วัด” การตรวจศีลที่วัด พระคุณเจ้าได้ประยุกต์การปลงอาบัติของพระมาใช้ ด้วยการให้เกษตรกรที่ผิดพลาดในการรักษาศีล มาสารภาพความผิดที่กระทำกับพระและสัญญาว่าจะไม่ทำเช่นนั้นอีก สำหรับการรับรองคุณภาพนั้น จะกระทำเป็นปีๆ หากไม่ผ่านการตรวจสอบในเรื่องความเป็นข้าวอินทรีย์บริสุทธิ์และการรักษาศีล ปราศจากอบายมุข จะไม่ได้รับการรับรองและรับผลผลิตเข้าขายในโครงการ หากปีต่อไปปรับปรุงคุณภาพก็จะได้รับการรับรองและสามารถส่งผลผลิตเข้าโครงการได้ ในด้านการบริหารโครงการ พ่อวิจิตรเล่าให้ฟังว่า ได้นำระบบสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการรับซื้อผลผลิตของเกษตรกรในกลุ่มด้วยการนำ หลักความเชื่อถือไว้วางใจซึ่งกันและกันมาใช้ เท่าที่ผ่านมามีสมาชิกบางรายไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็ใช้วิธีการพูดคุยไกล่ เกลี่ย ซึ่งที่ผ่านมาไม่มีปัญหาข้อขัดข้อง ส่วนเหตุผลที่ไม่นำระบบสหกรณ์มา ใช้อย่างสมบูรณ์นั้น พ่อวิจิตรให้ความเห็นว่า ระบบสหกรณ์ของทางราชการมีความยุ่งยากในการกระบวนการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร จึงต้องใช้เพียงการประยุกต์ใช้เท่านั้น

     จวบจนถึงปัจจุบัน เครือข่ายคุณค่าข้าวคุณธรรมจำนวน ๑๐๘ ครัวเรือนจาก ๔ จังหวัด แม้จะมีจำนวนไม่มากเพราะมาตรฐานสูง แต่ก็เป็นก้าวแรกของการสร้างคุณค่าให้กับเกษตรกรชาวนาไทย นอกจากนั้น โครงการข้าวคุณธรรม เป็นการใช้จุดแข็งด้านศีลธรรมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถืออันส่งผลให้มีรายได้ ให้ดีขึ้น และเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับสังคม เพราะเมื่อประชาชนห่างไกลการพนัน ไม่มึนเมาไปกับเหล้ายา ก็จะทำให้ครอบครัวของชาวนาที่ร่วมโครงการมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น จากที่ไม่เคยเหลือเก็บ เกิดทะเลาะวิวาทเมื่อเหล้าเข้าปาก ก็เปลี่ยนเป็นการหันหน้าพูดคุยกันอย่างเข้าใจ ไม่มีหนี้สินเพราะเลิกเล่นการพนัน ซึ่งสร้างความสุขให้กับสังคมและครอบครัวเป็นอย่างมาก

     “ข้าวคุณธรรม” เป็นแบบอย่างของความร่วมมือในชุมชน ที่รัฐบาลควรสนับสนุนให้ขยายตัวไปสู่ชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้สังคมไทยได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืนก่อให้เกิด “ประโยชน์สุข” อย่างแท้จริง

อนึ่ง ท่านที่สนใจสนับสนุน “ข้าวคุณธรรม” เพื่ออภินันทนาการให้กับมิตรสหายในวันปีใหม่ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณนิคม เพชรผา  โทรศัพท์ ๐๘๘-๐๗๓-๔๒๗๗ หรือ Email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

——————

เขียนให้ “โพสต์ทูเดย์”

๑๕ ธ.ค.๕๗

Powered by Spearhead Software Labs Joomla Facebook Like Button