บทความ / กรณีศึกษา

โรงเรียนคุณธรรม “บางมูลนากโมเดล”

DSC 1946 โรงเรียนคุณธรรม “บางมูลนากโมเดล”

วีรวิท  คงศักดิ์

   ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาแผ่นดินเชิง คุณธรรม หรือศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ในปัจจุบัน มีภารกิจหลักในการสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาคุณธรรมความดี ด้วยการสนับสนุนให้มีการ “วิจัยเชิงปฏิบัติการ” เพื่อแสวงหากระบวนการกระตุ้นจิตสำนึกด้านคุณธรรมความดีที่มีอยู่ในตัวทุกคน ให้เกิดการพัฒนาตนเอง ผลงานตั้งแต่จัดตั้งเมื่อปี ๒๕๔๗ มีการสร้างองค์กรต้นแบบมากมาย ตั้งแต่โรงเรียน ชุมชน องค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม “คิดและทำ” เพื่อพัฒนาให้เกิด “องค์กรแห่งคุณธรรมความดี” ซึ่งทำให้ทุกคนมีความสุขในการอยู่ร่วมกันและสามารถทำให้เกิดความเจริญก้าว หน้าได้โดยง่าย ปรัชญาหรือความรู้ทางวิชาการที่ ใช้ คือ หลักการบริหารงานยุคใหม่ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนในองค์กรร่วมกันคิดเพื่อวาง“ความสามารถหลัก”(Core Competencies) และ“ค่านิยมร่วม”(Core Values) ขององค์กร


     ศูนย์คุณธรรมได้นำหลักวิชาการนี้ มาสร้างเป็นวรรคทองว่า “ปัญหาที่อยากแก้ ความดีที่อยากทำ” แล้วนำปัญหาที่อยากแก้มาร่วมกันหาหนทางแก้ไขด้วยหลักคุณภาพ (Plan Do Check Action – PDCA.) และใช้ความดีมาสร้าง “ค่านิยม” ให้เป็น “อัตลักษณ์” เพื่อเป็นพลังผลักดันให้งานประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย อย่างไรก็ดี โรงเรียนที่ศูนย์คุณธรรมสนับสนุนให้มีการสร้างคุณธรรมความดี ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีครูและนักเรียนไม่มากนัก

     ดังนั้น เมื่อได้รับการชักชวนจากท่านปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินในขณะนั้น ให้ร่วมกันพัฒนาคุณธรรมความดีในโรงเรียนบางมูลนากภูมิวิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ มีนักเรียน ๒,๒๐๐ คน ครูและผู้บริหารเกือบ ๒๐๐ คน จึงเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของศูนย์คุณธรรม สภาพแวดล้อมของโรงเรียนบางมูลนากฯ เมื่อเริ่มโครงการในปี ๒๕๕๓ มีสภาพเช่นเดียวกับโรงเรียนขนาดใหญ่ทั้งไป กล่าวคือ มีพฤติกรรมทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมของนักเรียนไม่เหมาะสม เช่น การพูดจาไม่สุภาพ สูบบุหรี่ มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ทะเลาะวิวาท ลอกการบ้าน ทุจริตในการสอบ ไม่ทิ้งขยะลงในถังขยะ ไม่เข้าแถวซื้ออาหาร มาโรงเรียนสาย แต่งกายไม่เรียบร้อย ไม่มี สัมมาคารวะ ไม่มีจิตอาสา  ไม่ดูแลรักษาทรัพยากรส่วนรวม ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เป็นต้น

จากรายงานการสังเคราะห์องค์ความ รู้ กระบวนการสร้างโรงเรียนต้นแบบด้านคุณธรรม จริยธรรม บางมูลนากโมเดล  กล่าวว่า ก้าวแรกของของการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าว คือ การกระตุกต่อมคิด  และกระตุ้นจิตวิญญาณของความเป็นครู “พัฒนาครู ครูร่วมคิดร่วมทำ น้อมนำความสำเร็จ นิเทศติดตามผล เพื่อให้เกิดครูต้นแบบ โดยการสื่อสารกับครูและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนร่วมกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาทักษะการคิดเชิงระบบ คิดเพื่อแก้ไขปัญหา คิดสร้างสรรค์ การสื่อสารเชิงลึกในองค์กร และเปิดโลกทัศน์ เติมเต็มความรู้ ประสบการณ์ใหม่ๆ ด้วยการศึกษาดูงานตัวอย่างที่ดี เพื่อให้ครูเป็นกลไกสำคัญ ทำหน้าที่เพาะบ่มต้นกล้าเยาวชนคนคุณธรรม จริยธรรม ให้เติบโตงอกงาม แข็งแรงพร้อมกับภูมิคุ้มกัน

     สำหรับกระบวนการในการดำเนิน โครงการสร้างโรงเรียนต้นแบบด้านคุณธรรม จริยธรรม                  

ในการสังเคราะห์ครั้งนี้ ได้แบ่งออกเป็น ๓ ระยะได้แก่ ๑) การเตรียมความพร้อม ๒) การลงมือปฎิบัติการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และ ๓) การติดตามประเมินผลและการสังเคราะห์องค์ความรู้ ในขั้นเตรียมความพร้อมได้ร่วมกันกำหนด “ยุทธศาสตร์ ๓-๖-๓” ประกอบด้วย

๓ อัตลักษณ์ “ตัวบ่งชี้ความสำเร็จ” ได้แก่ “ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความพอเพียง”

๖ กิจกรรมหลัก คือ ๑) เสริมสร้างระเบียบวินัย ๒) เสริมสร้างความดี ๓) เสริมสร้างความกตัญญูกตเวที ๔) การพัฒนาจริยธรรม ๕) ส่งเสริมจิตอาสา ๖) พัฒนาโรงเรียนสีขาว

๓ ยุทธศาสตร์ ๑) การพัฒนาครู ๒) การพัฒนานักเรียน ๓) การพัฒนาสภาพแวดล้อม

     จากกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทำให้เกิดความเห็นพ้องต้องกันว่า ตัวบ่งชี้ของครูและผู้บริหาร ได้แก่ ไม่เบียนเบียนเวลาราชการ ไม่แสวงหาผลประโยชน์จากนักเรียนและโรงเรียน ตรงต่อเวลา รับผิดชอบในหน้าที่ จิตอาสา และประหยัดทรัพยากรของโรงเรียน ตัวบ่งชี้ของนักเรียน ได้แก่ ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน ไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข ดำรงชีวิตอย่างพอเพียง มีจิตอาสา และจิตสำนึกสาธารณะ ส่วนสภาพแวดล้อม ได้แก่ โรงเรียน สะอาด ร่มรื่น สวยงาม และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน

     จากอัตลักษณ์และตัวบ่งชี้ดังกล่าว ได้ถูกนำไปสู่การปฏิบัติ ๖ ขั้นตอน คือ ๑) จัดโครงสร้างการทำงานทุกระดับ ๒) สร้างเครือข่ายผู้ปกครอง/ชุมชน ๓) การบูรณาการทำงานโครงการกับภารกิจหลัก งานประจำ กิจกรรมพิเศษ ๔) การพัฒนาสภาพแวดล้อมโรงเรียนสีขาว ๕) การนิเทศ ติดตาม สรุปบทเรียน สร้างขวัญและกำลังใจ ๖) ประชาสัมพันธ์เผยแพร่

     อาจารย์ปกาศิต เรียมสุวรรณ ผู้รับผิดชอบโครงการได้เล่าให้ฟังว่า โครงงานที่นักเรียนคิดริเริ่มทำขึ้นมีมากถึง ๑๐๘ โครงงาน เฉลี่ย ๒ โครงงานต่อห้องเรียน โครงงานที่น่าสนใจ เช่น การลดละเลิกการลอกการบ้าน การเดินแถวเมื่อเปลี่ยนคาบเรียน ซึ่งเริ่มจากนักเรียนห้องเดียว  เมื่อห้องอื่นๆ เห็นว่าเป็นความดีที่ควรปฏิบัติ ก็ได้นำไปทำจนเกิดสิ่งดีงามขึ้นทั้งโรงเรียน ดร.มานพ เกิดเมฆ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ที่ย้ายมารับตำแหน่ง ๑ ปีหลังจากเริ่มโครงการแล้ว และสานต่อโครงการจนสำเร็จใน ๓ ปีต่อมา ได้ให้ความเห็นว่า “กระบวนการสร้างโรงเรียนคุณธรรม เป็นสิ่งที่ไม่ง่าย จึงเป็นความท้าทายในฐานะที่เคยเป็นศิษย์เก่าและครูน้อยในโรงเรียนนี้มาก่อน อีกทั้งการที่ได้มีโอกาสไปเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนอื่น  ทำให้มีประสบการณ์กว้างขวางขึ้น เมื่อกลับมารับผิดชอบโรงเรียนนี้ จึงสานต่อจนเกิดความสำเร็จด้วยความมั่นใจและเต็มใจ”

     ต่อมาความเรื่องโรงเรียนคุณธรรม “บางมูลนากโมเดล” ทราบถึงพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงได้ทรงมีพระเมตตาพระราชทานทุนทรัพย์ให้คณะองคมนตรีนำไปจัดทำโครงการพัฒนา คุณธรรมความดีในโรงเรียนชายขอบอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จของ “บางมูลนากโมเดล” เกิดจาก “แบบอย่าง” ของศิษย์เก่า คือ ท่านองคมนตรี เกษม วัฒนชัย และท่านปราโมทย์ โชติมงคล ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจากคุณธรรมความดี  และมีความมุ่งมั่น เอาใจใส่ ทุ่มเทให้การสนับสนุน ทั้งพลังกาย พลังใจ และพลังความคิด จนเกิดผลสัมฤทธิ์ ประกอบกับ ผู้รับผิดชอบโครงการตั้งแต่ผู้อำนวยการโรงเรียนไปจนถึงครูที่รับผิดชอบ โครงการ เป็นคนท้องถิ่นและศิษย์เก่าที่ปรารถนาจะเห็นโรงเรียนของตน มีชื่อเสียงในด้านคุณธรรมความดี จึงเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้สิ่งที่ดีงามนี้เกิดขึ้น

     นอกจากนั้น ความเชื่อที่ว่า “สร้างคนดีแล้ว คนเก่งจะตามมา” ได้เกิดผลเชิงประจักษ์จากสถิติการศึกษาต่อของนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาดี ขึ้นมาก จึงทำให้ทุกคนมีกำลังใจในการดำเนินโครงการต่อไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง ๔ ปี และจะดำเนินการต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

     จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า ความสำเร็จของการสร้างโรงเรียนคุณธรรมครั้งนี้ มิได้เกิดขึ้นจากกระบวนการเพียงอย่างเดียวแต่เกิดจากพลังของคน “รักบ้านเกิด” และ “แบบอย่าง” คุณงามความดี ตลอดจนความมุ่งมั่นของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับโครงการ เป็นปัจจัยผลักดันให้การสร้างคุณธรรมความดีในองค์กรเกิดผลสัมฤทธิ์ ดังนั้น ก่อนที่จะนำ “บางมูลนากโมเดล” นี้ไปใช้ ต้องทดสอบ “ความพร้อมของตัวผู้นำ” ก่อนครับ

——————

เขียนให้ “โพสต์ทูเดย์”

๘ ธ.ค.๕๗

“ปฏิรูปอะไร ปฏิรูปอย่างไร” : วีรวิท คงศักดิ์

act01130856p1  “ปฏิรูปอะไร ปฏิรูปอย่างไร”

วีรวิท  คงศักดิ์

          ขณะนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติกำลังสรุปแผนการปฏิรูปประเทศ เพื่อส่งต่อให้กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงมีคำถามอยู่เสมอว่า “เราต้องจะปฏิรูปอะไร” และ “ปฏิรูปอย่างไร”

          แนวคิดพื้นฐานของการพัฒนาองค์กร คือ การพัฒนา “คน” และปฏิรูป “งาน” โดยนำบทเรียนในอดีต (Lesson Learned) มาเพื่อแก้ไขปัญหาในอดีตและปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต


          แต่เมื่อโลกหมุนมาถึงยุค “โลกาภิวัตน์” ทำให้เกิดสภาวะโลกล้อมประเทศ จึงต้องมีการนำความเห็นของต่างประเทศมาพิจารณา “ปฏิรูป” โดยเฉพาะเรื่อง “ความเชื่อถือและไว้วางใจ” ในสายตาของต่างประเทศ

          องค์กรที่ประเมินประเทศต่างๆ อยู่เป็นประจำ คือ World Economic Forum (WEF.), International Institute of Management Development (IMD.) และ Transparency International (TI.)

          WEF.ได้ประเมินความสามารถการแข่งขันในเวทีการเมืองโลก (The Global Competitiveness) ใน ๑๒ ด้าน ๑๐๐ ตัวชี้วัด เผยแพร่ประมาณเดือนมิถุนายนของทุกปี

          จากรายงานปี ๒๐๑๔-๒๐๑๕ ซึ่งเป็นการประเมินก่อนรัฐประหาร ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ด้านที่ประเทศไทยได้คะแนนต่ำมาก คือ ด้านความเป็นสถาบัน (Institution) ที่มี ๑๒ ตัวชี้วัด ได้รับการประเมิน ๓.๗ จาก ๗ คะแนน เป็นลำดับที่ ๘๔ ของ ๑๔๔ ประเทศ จึงเป็นบทเรียนที่ควรศึกษาเพื่อการปฏิรูป

ตัวชี้วัดที่ได้รับการประเมินต่ำมากเป็นลำดับที่เกิน ๑๐๐ จาก ๑๔๔ ประเทศ ได้แก่  (๑) การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา (๒) การจัดสรรเงินสาธารณะ (๓) ความไว้วางใจจากสาธารณะต่อนักการเมือง (๔) ความสูญเปล่าในการใช้เงินของรัฐบาล (๕) ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบาย (๖) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากการก่อการร้าย และ (๗) ความเชื่อถือในกิจการตำรวจ

          เมื่อ เปรียบเทียบกับผลการประเมินด้าน “ความเป็นสถาบัน” ในปี ๒๐๑๒ ประเทศไทยได้คะแนนลดลงจาก ๓.๘ เหลือ ๓.๗ และลำดับสูงขึ้นจาก ๗๗ เป็น ๘๔ มีเพียง ๕ ตัวชี้วัดที่มีลำดับเกิน ๑๐๐ แสดงว่า ประเทศไทยมีสมรรถนะของการแข่งขันกับประเทศอื่นด้อยลง ทั้งคะแนนและลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารประเทศด้อยคุณภาพลงมาก สามารถพิจารณาได้เป็น ๓ กลุ่ม

          กลุ่มแรก มีการพัฒนาทำให้ลำดับดีขึ้นเพียง ๑ ตัวชี้วัด ได้แก่ การละเมิดลิขสิทธิ์ ดีขึ้นจาก ๑๐๓ มาเป็นลำดับ ๗๒ คะแนนเพิ่มขึ้นจาก ๓.๗ เป็น ๔.๑ แสดงว่าประเทศไทยได้ปรับปรุงเรื่องนี้ได้ดี ส่วนการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ได้คะแนน ๓.๑ เท่าเดิม แต่ลำดับเพิ่มขึ้นจาก ๑๐๑ เป็น ๑๐๔ แสดงว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ยังไม่ได้ผล ในขณะที่ประเทศอื่นมีการพัฒนาที่ดีขึ้นกว่าเรา จึงต้องเร่งรัดปฏิรูปต่อไป

กลุ่มที่สอง คะแนนต่ำลง ลำดับเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้พัฒนาในเรื่องเหล่านี้เลย ได้แก่ (๑) ความไว้วางใจจากสาธารณะต่อนักการเมือง คะแนนลดลงจาก ๒.๒ เป็น ๑.๙ ลำดับเพิ่มขึ้นจาก ๑๐๗ เป็น ๑๒๙  (๒) ค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นจากการก่อการร้าย คะแนนลดลงจาก ๔.๘ เป็น ๔.๑ ลำดับเพิ่มจาก ๑๑๕ เป็น ๑๒๑ และ (๓) ความเชื่อถือในกิจการตำรวจ คะแนนลดลงจาก ๓.๖ เป็น ๓.๒ ลำดับเพิ่มจาก ๑๐๑ เป็น ๑๑๓ จึงสะท้อนให้เห็นว่า ๓ เรื่องนี้ต้อง “ปฏิรูป” โดยด่วน

กลุ่มที่สาม ประเทศไทยไม่ได้พัฒนากิจการเหล่านี้ในขณะที่ต่างประเทศมีการพัฒนา ได้แก่ (๑) การจัดสรรเงินสาธารณะ คะแนนลดลงจาก ๓.๐ เป็น ๒.๖ ลำดับเพิ่มจาก ๘๒ เป็น ๑๐๘  (๒) ความสูญเปล่าในการใช้เงินของรัฐบาล คะแนนลดลงจาก ๓.๒ เป็น ๒.๕ ลำดับเพิ่มจาก ๗๐ เป็น ๑๑๕ และ (๓) ความโปร่งใสในการกำหนดนโยบาย คะแนน ลดลงจาก ๔.๐ เป็น ๓.๗ ลำดับเพิ่มขึ้นจาก ๘๙ เป็น ๑๐๐ ซึ่ง ประเด็นเหล่านี้เกี่ยวกับ “ธรรมาภิบาล” (Good Governance) ในการบริหารประเทศที่ต้อง “ปฏิรูป”

          ในตอนสุดท้าย WEF. ได้สรุปปัญหาสำคัญของประเทศไทยที่ต้องได้รับการแก้ไข ๔ ประการแรก คือ ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น (๒๑.๔%) ปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองจากการรัฐประหาร (๒๑.๐%) ปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารงานของระบบราชการ (๑๒.๗%) และปัญหาไม่มีเสถียรภาพของนโยบาย (๑๑.๘%)

          จากผลการประเมินของ WEF.จะเห็นว่า สมรรถนะการแข่งขันของไทยอ่อนด้อยในสายตาของต่างประเทศเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “คน” โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ด้อยคุณภาพและขาดจริยธรรม ผสมผสานกับการบริหารราชการที่ขาดธรรมาภิบาล จึงมีการทุจริตคอร์รัปชั่นมาก ทำให้ขาดความเชื่อถือและไว้วางใจ

สำหรับ IMD. ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ที่สวิสเซอร์แลนด์ ได้ประเมินความสามารถในการแข่งขันของ ๖๐ ประเทศ ในปี ๒๐๑๔ ประเทศไทยอยู่ในลำดับ ๒๙ (ตกเป็นลำดับ ๓๐ ในปี ๒๐๑๕ แต่ยังไม่มีรายละเอียด) ได้ระบุความท้าทายต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในปี ๒๐๑๔ ไว้ดังนี้

  • ปฏิรูปการเมืองและรัฐบาลให้มีคุณภาพและสร้างความสมดุล
  • เพิ่มความเข้มแข็งของภาคประชาชนในการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น (Watchdog) โดยขจัดการร่ำรวยที่ผิดกฎหมายจากการใช้จ่ายเงินของประเทศ
  • เพิ่มความเข้มแข็งในการใช้อำนาจเพื่อปฏิรูปสังคมด้านการศึกษาและสาธารณสุข
  • ปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อจัดสรรรายได้ที่เป็นธรรมให้กับภาคส่วนต่างๆ
  • ออกแบบการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการขยะ

ส่วน TI. ได้ประเมินตามดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ซึ่งเน้นเรื่อง “การกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการให้ได้มาซึ่งประโยชน์ส่วนตน” ซึ่งในปี ๒๕๕๗ ประเทศไทยได้คะแนน ๓๘ คะแนนจากคะแนนเต็ม ๑๐๐ คะแนน อยู่อันดับที่ ๘๕ จากการจัดอันดับทั้งหมด ๑๗๕ ประเทศทั่วโลก และเป็นอันดับที่ ๑๒ จาก ๒๘ ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

          จากตรวจสอบผลการประเมินใน ๓ ปีที่ผ่านมา ไทยได้รับคะแนน ๓๘, ๓๕ และ ๓๘ จาก ๑๐๐ คะแนน ซึ่งแสดงว่า สถานการณ์ต่อต้านคอร์รัปชั่นของประเทศไทยไม่ดีขึ้นเลย จึงต้องเร่งรัดขจัดปัญหาเรื่องการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ของส่วนรวม (Conflict of Interest) ของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเรื่องเร่งด่วน

          เรื่องประโยชน์ทับซ้อนนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลทุกชุด โดยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงว่า

“ปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ขยาย การบังคับใช้บทบัญญัติเรื่องการห้ามการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ให้ครอบคลุมผู้ใช้อำนาจรัฐในตำแหน่งสำคัญและตำแหน่งระดับสูงอย่างทั่วถึง

          ส่วนรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงว่า

“ปรับปรุงและจัดให้มีกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ และการมีผลประโยชน์ทับซ้อนในภาครัฐทุกระดับ โดยถือว่าเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนแห่งชาติและเป็นเรื่องที่ต้องแทรกอยู่ในการปฏิรูปทุกด้าน”

ตราบ จนถึงปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์เกิดขึ้น ทำให้ประเมินได้ว่าการตรากฎหมายนี้มี “แรงเสียดทาน” (Friction) มาก ซึ่งเกิดมาจากการที่คนไทยมีความโลภและความเห็นแก่ตัวมากขึ้นอันเป็นผลมาจากระบบทุนนิยมในกระแสโลกาภิวัตน์ จึงต้องแก้ที่รากเหง้าของปัญหาทั้งปวงอันนี้

เมื่อ ปี ๒๕๕๔ ศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน) ได้เสนอ “แผนพัฒนาความซื่อตรงแห่งชาติ” จากกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว สรุปเป็นแนวคิดในการสร้างค่านิยม ๓ ประการ คือ ความซื่อตรง (Integrity) ความรับผิดชอบ (Accountability) และความพอพียง (Sufficiency) โดยเริ่มรณรงค์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นลำดับแรก เพื่อให้เป็น “แบบอย่าง” ของประชาชน

“ความ ซื่อตรง” หรือ “อาชวะ” เป็น ๑ ใน ๑๐ ของ “ทศพิธราชธรรม” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงอธิบายไว้ในหนังสือ “หลักราชการ” เมื่อปี ๒๔๕๗ ไว้ ๒ ประการ ความว่า

“ความ ซื่อตรงต่อหน้าที่ คือ ตั้งใจกระทำกิจการซึ่งได้รับมอบหมายเป็นหน้าที่ของตนโดยซื่อสัตย์สุจริต ใช้ความอุตสาหวิริยภาพเต็มสติกำลังของตน ด้วยความมุ่งหมายให้กิจกรรมนั้นๆ บรรลุซึ่งความสำเร็จโดยอาการอันงดงามที่สุดที่พึงมีหนทางปฏิบัติได้”

และ “ความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป คือ ประพฤติซื่อตรงต่อคนทั่วไป รักษาตนให้เป็นคนควรเขาทั้งหลายจะเชื่อถือได้  โดยรักษาวาจาสัตย์พูดอะไรเป็นมั่น ไม่เหียนหันเปลี่ยนแปลง คำพูดไปเพื่อความสะดวกเฉพาะครั้ง ๑ คราว ๑”

          เมื่อพิจารณาสาระของความซื่อตรงต่อหน้าที่ตรงกับ “ความรับผิดชอบ” ด้วยการทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต วิริยะอุตสาหะ และทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายอย่างดีที่สุด

          ส่วนความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือศรัทธาและไว้วางใจด้วยการรักษาคำมั่นสัญญาและคำ พูด ซึ่งถ้ารวมกับทศพิธราชธรรมประการสุดท้าย คือ “อวิโรธนะ” ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมแล้วก็จะทำให้สอดรับกับความหมายของ Integrity ซึ่งเป็นค่านิยมที่ทั่วโลกยึดถือเป็นมาตรฐาน

          สำหรับ “ความพอเพียง” เป็นการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นวิถีชีวิต ด้วยการดำรงตนอยู่ในกรอบของ “พอประมาณ มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกัน” และยึดมั่นใน “ความรู้ควบคู่คุณธรรม” มีความซื่อสัตย์สุจริต อดทน อดกลั้น อดออม ซึ่งความพอเพียงนี้จะช่วยลด “ความโลภ” ในตัวคนได้มาก

          จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า  ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนมีความ “ซื่อตรง รับผิดชอบ พอเพียง” แล้ว ปัญหาที่องค์กรนานาชาติทั้ง ๓ องค์กรประเมินน่าจะบรรเทาเบาบางไปได้มาก

          ขณะเดียวกัน ต้องปรับปรุงกฎหมายเพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเน้นการให้ความรู้และป้องปรามการกระทำผิดให้มากขึ้น และเร่งรัดการตรากฎหมายว่าด้วย “ความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวม” รวมถึงปรับปรุงการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิผลด้วย

นอก จากนั้น ควรปรับปรุงกฎหมายธรรมาภิบาลที่มีอยู่เดิม คือ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารราชการแผ่นดินที่ดี พ.ศ.๒๕๔๖ ให้เป็นพระราชบัญญัติที่มีผลบังคับกับทุกหน่วยงานของรัฐ

สิ่ง สำคัญประการสุดท้าย คือ รัฐบาลต้องกำหนดมาตรฐานจริยธรรมของบุคคลสาธารณะซึ่งหมายถึงนักการเมืองและ ผู้บริหารระดับสูง โดยกำหนดเป็นประมวลความประพฤติ (Code of Conduct) ที่มีกำหนดความประพฤติที่ทำได้และทำไม่ได้อย่างชัดเจน พร้อมกับกำหนดให้ผู้เสนอแต่งตั้งหรือเสนอชื่อเข้ารับการเลือกตั้ง ต้องรับรองความประพฤติตามที่กำหนดและรับผิดชอบในการเสนอชื่อหากมีความ บกพร่องด้วย

          และต้องไม่ลืมว่าการปฏิรูปที่ดีที่สุด คือ “เริ่มต้นจากตนเอง” และขยายตัวออกไปสู่คนใกล้ชิดครับ

เขียนให้สมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า, ๑๗ ก.ค.๕๘

"ถั่วงอกคุณธรรม"

วันนี้ศูนย์คุณธรรม จะพาทุกท่านมาเรียนรู้วิธีเพาะปลูกถั่วงอกคุณธรรม จากเด็กชั้น ป 1 รร.บ้านทุ่งยางงาม จ.ตรัง ที่ได้เล่าถึงวิธีปลูกถั่วงอกจากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยสิ่งที่พบกลับมิใช่การเก็บถั่วงอกมากินเพียงอย่างเดียว แต่ถั่วงอกได้กลายเป็นครูสอนสิ่งดีๆ อีกมากมายแก่เด็กกลุ่มนี้

m11

 

 

m1


70120171


 

70120172


 

70120173

 


70120175


 

70120176


 

70120177

‘คุณธรรม’ในสังคมพหุวัฒนธรรม

16 ภปจต11กพ

 

“คุณธรรม” ที่ยึดโยงผู้คนในสังคมพหุวัฒนธรรมมีลักษณะอย่างไร เป็นคำถามสำคัญที่นำมาชวนคิดชวนคุยในกลุ่มภาคีเครือข่ายและผู้เข้าร่วมงานสมัชชาคุณธรรมภาคใต้ ที่จัดโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และภาคีสมัชชาคุณธรรมภาคใต้ ระหว่างวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ห้องประชุมคณะวิทยาการสื่อสารและสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

กระบวนการพูดคุยในงานสมัชชาครั้งนี้ มีตั้งแต่การปาฐกถา การเสวนา และเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เริ่มจากปาฐกถาเรื่อง “อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขบนสังคมพหุวัฒนธรรม” ศ.ดร.กนก วงศ์ตระหง่าน ที่ปรึกษาผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงสาระสำคัญ 3 เรื่องที่ต้องคำนึงถึงในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางสังคมพหุวัฒนธรรมของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ศาสนา ชาติพันธุ์ และความเป็นพลเมือง โดยชี้ให้เห็นว่าผู้คนที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่นี้อาจมีความต่างกันเรื่องศาสนาหรือชาติพันธุ์ แต่มีจุดร่วมกันในเรื่องของความเป็นพลเมือง

ศ.ดร.กนกยังได้เสนอถึงการสร้างรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ว่าประกอบไปด้วย 1.การสร้างความรู้ ความเข้าใจ การยอมรับ 2.การใช้เหตุผลคิดวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเพื่อแก้ปัญหา และ 3.การสร้างความไว้วางใจ โดยมีกระบวนการสมัชชา การเสวนาสร้างสรรค์ และการศึกษาวิจัยเป็นเครื่องมือสนับสนุน

ในส่วนของการเสวนาและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เขียนเข้ารับฟังในห้องย่อยเรื่อง “แนวทางการสร้างเสริมคุณธรรม-ความพอเพียง” วิทยากรร่วมแลกเปลี่ยน คือ ผศ.ดร.ณฐพงษ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และ อาจารย์ซอและห์ ตาเละ รองอธิการบดีฝ่ายโครงการพิเศษ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี

ผศ.ดร.ณฐพงษ์ กล่าวถึงความสำคัญของกระบวนการสมัชชาคุณธรรม ว่าเป็นความพยายามเปิดพื้นที่พูดคุย ทำให้แนวทางการส่งเสริมคุณธรรม “ที่มีชีวิต” มีคนกลุ่มต่างๆ มาร่วมกันหนุนเสริม และสร้างพลังในการขับเคลื่อนในรูปแบบของนโยบายสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเรื่องคุณธรรมมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่องที่ต้องคำนึงถึง คือ 1.คุณธรรมมีความเป็นนามธรรม ยากต่อการกำหนดคุณลักษณะเป็นรูปธรรม ทำให้หลายครั้งการส่งเสริมคุณธรรมกลายเป็นเรื่องของ “คนดี” บางกลุ่มที่มากำหนดบรรทัดฐานความดีของสังคม 2.การเสริมสร้างคุณธรรม มักมองว่า ปัญหาคุณธรรมเป็นปัญหาของปัจเจกบุคคล มากกว่ามองว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การมองปัญหาคนจนว่าเป็นปัญหาส่วนตัว ไม่มองเชื่อมโยงกับปัญหาการถือครองที่ดินในสังคมไทย ที่พบว่าที่ดินกระจุกตัวกับคนบางกลุ่ม ขณะที่คนจนจำนวนมากยังคงไร้ที่ดินทำกิน

การขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมจึงต้องไม่มองเรื่องคุณธรรมแบบหยุดนิ่งตายตัว หรือโหยหาตัวแบบเชิงอุดมคติ แต่การสร้างสังคมคุณธรรมต้องออกแบบให้ปรับเปลี่ยนได้ตามพลวัตของสังคม โดยต้องมองข้ามปรากฏการณ์ที่เป็นมายาคติ ค้นหาปัญหาคุณธรรมร่วมกัน เพราะการเสริมสร้างคุณธรรมไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม ถ้าทำเช่นนั้นจะกลายเป็นปรากฏการณ์ฉาบฉวย การเสริมสร้างคุณธรรมต้องเชื่อมกับการพัฒนาชุมชน เสริมสร้างศักยภาพกลุ่มผู้นำ และเสริมสร้างความรู้เท่าทันของคนในสังคม

ผศ.ดร.ณฐพงษ์ นำเสนอตัวอย่างรูปธรรมของการทำงานร่วมกับชุมชน คือเครือข่ายชุมชนศรัทธา หรือ “กัมปงตักวา” ที่ใช้หลักศาสนาเป็นกลไกเชื่อมร้อยคนในชุมชนผ่าน 4 เสาหลัก คือ ผู้ใหญ่บ้าน โต๊ะอิหม่าม สมาชิกสภาองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น และแกนนำชุมชน ในชุมชนจะมีการออกแบบกฎกติกา และตัวชี้วัดร่วมกัน เช่น การกำหนดร่วมกันว่าร้านค้าชุมชนจะปิดในวันศุกร์ช่วงบ่าย เพื่อเอื้อให้คนในชุมชนไปประกอบพิธีละหมาดที่มัสยิด หรือการกำหนดร่วมกันให้ร้านค้าชุมชนงดจำหน่ายสุรา โดยผลที่เกิดขึ้น คือปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งในชุมชนลดลง การไปละหมาดเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การให้ความสำคัญกับกลไกชุมชนจึงสำคัญมาก เพราะเป็นการผนึกกำลังเสริมสร้างคุณธรรมจากฐานล่าง เกิดเป็นคุณธรรมระดับชุมชน

อาจารย์ซอและห์กล่าวถึงพหุวัฒนธรรมกับศาสนาอิสลามว่า พหุวัฒนธรรมคือความหลากหลาย อิสลามยอมรับว่าโลกมีความหลากหลาย และความหลากหลายคือความเป็นจริง และเป็นความสวยงาม ความหลากหลายยังทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ เกิดการรู้จักกัน

หลักการของคุณธรรม เกิดจากความเชื่อและความหวัง อิสลามให้ความสำคัญกับความเชื่อ ความศรัทธาที่โยงกับพระผู้เป็นเจ้าและโลกหน้า ความเชื่อต่อพระผู้เป็นเจ้าเป็นพลังมหาศาล ขณะที่ความเชื่อในนรก-สวรรค์ ทำให้เกิดการบริจาคโดยหวังว่าจะขึ้นสวรรค์ พลังเหล่านี้ทำให้เกิดทั้งความกลัวและความหวัง ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เป็นพลังควบคุมคุณธรรมที่ต้องมีความสมดุลกัน

ในประเด็นความพอเพียง ผศ.ดร.ณฐพงษ์ มีข้อเสนอว่า 1.ต้องพิจารณาเรื่องความพอเพียง เชื่อมโยงกับเรื่องอื่น เช่น การทำเรื่องชุมชนศรัทธา “กัมปงตักวา” ที่เชื่อมหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่ชุมชนคุณธรรมได้ในที่สุด 2.ทำให้เรื่องความ

พอเพียงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวัน เริ่มต้นได้ที่ตนเอง 3.รื้อมายาคติของโครงสร้างสังคมวัฒนธรรมแบบบริโภคนิยม 4.ขจัดความแย้งย้อนของสังคม เช่น การยกย่องเชิดชูเศรษฐี อดีตข้าราชการระดับสูงที่ไปทำนา โดยหลงลืมชาวนาทั่วไปที่ทำนาอยู่อีกมากมาย 5.สร้างสภาวะและออกแบบสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการส่งเสริมความพอเพียงในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สังคม จนถึงระดับประเทศ 6.แปลงความพอเพียงให้เป็นเรื่องรูปธรรม สู่ปฏิบัติการจริง ไม่ใช่การท่องจำ

ขณะที่อาจารย์ซอและห์ เสนอว่าเจ้าของทรัพย์สินต้องแบ่งปัน เชื่อมความมั่งคั่งกับความยากจน ทรัพย์สินของคนรวยต้องแบ่งปันให้คนยากจน เพื่อสร้างความสมดุล ความพอเพียง คือคุณธรรมและการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นหน้าที่ของสังคมและรัฐต้องร่วมกันสร้าง

ช่วงเวทีแลกเปลี่ยน ผู้เข้าร่วมได้เสนอความคิดเห็นถึงทิศทางการขับเคลื่อนคุณธรรมในสังคมว่าต้องทำให้เรื่องคุณธรรมอยู่ในวิถีชีวิต “ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” และกระบวนการส่งเสริมคุณธรรมต้อง “ทำแบบรากหญ้า อย่าทำแบบไฟไหม้ฟาง” คือให้ชุมชนและทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งนำเอามิติทางสังคมและวัฒนธรรมมาใช้ในการดำเนินงาน

เมื่อย้อนกลับไปคำถามที่ตั้งไว้ตอนต้นว่า “คุณธรรม” ที่ยึดโยงผู้คนในสังคมพหุวัฒนธรรมมีลักษณะอย่างไร จะพบว่าข้อเสนอที่เกิดจากการปาฐกถา การเสวนา และเวทีแลกเปลี่ยน ไปในทิศทางเดียวกันว่า คุณธรรมที่ยึดโยงผู้คนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมไว้ได้นั้น ไม่ได้อยู่ที่หลักคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่ง แต่อยู่ที่กระบวนการส่งเสริมคุณธรรมที่ต้องมาจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การนิยามความหมาย และการกำหนดกติการ่วมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต กระบวนการส่งเสริมคุณธรรมจึงจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับสังคมได้จริงและมีความยั่งยืน


โดย  ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

หัวหน้ากลุ่มงานนวัตกรรมองค์ความรู้เพื่อสร้างสังคมคุณธรรม

 

จาก“มหาอุทกภัย”สู่บอร์ดเกมสะท้อนจิตใจคน

 cover interview

 wa

 

            ภาพเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วม เมื่อปลายปี 2554 ยังคงเป็นภาพติดตาใครหลายๆ คน พื้นที่หลายจังหวัด ไม่เว้นแม้แต่กรุงเทพฯ กลับมีสภาพที่ไม่ต่างไปจากเมืองบาดาล ภาพผู้คนที่ได้รับความเดือนร้อน  ความสูญเสีย ความโศกเศร้าเสียใจ ที่เกิดขึ้น ยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำ พร้อมกับคำถามที่ว่า “หากในอนาคต เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่อีก เราจะทำอย่างไรกัน “การรับมือป้องกัน” จึงกลายเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องร่วมกันตระหนัก เรียนรู้ และหาวิธีการรับมือกับภัยธรรมชาติที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ โดยไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร


เล่นเกมกระดาน ตอบโจทย์สถานการณ์น้ำท่วม

           วิธีการเอาตัวรอด จากสถานการณ์น้ำท่วม เป็นคีย์สำคัญของการเล่มเกม “วารีพินาศ” หรือเกมกระดาน (Board game)  ที่ออกแบบและพัฒนาโดย “โครงการฉลาดทำบุญ เครือข่ายพุทธิกา” โดยเป็นการจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ ที่ผู้เล่นแต่ละคนจะได้รับภารกิจที่แตกต่างกันออกไป ในระหว่างการเล่นเกม ผู้เล่นจะได้ใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์  การตัดสินใจ ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แรงบันดาลใจจากการทำเกมนี้ เกิดจากทีมอยากที่จะพัฒนาเครื่องมือให้คนได้เรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2554 ทำให้ได้เห็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมมากมาย ทั้งในเชิงพฤติกรรม ที่สะท้อนความคิดของแต่ละคน คนที่เคยผ่านประสบการณ์เมื่อได้เล่นเกมแล้ว ก็จะรู้สึกมีความอารมณ์ร่วมไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนคนที่ไม่เคยผ่านเลยอย่างน้อยก็จะได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร

wa1

 

ผู้เล่นได้เรียนรู้อะไร ?

           นอกจากการทอยลูกเต๋าเสี่ยงโชคว่าผู้เล่นจะไปตกในช่องใดแล้ว บอร์ดเกมทั่วไปจะมีระดับความยากง่ายแตกต่างกันออกไป บางประเภทก็มีการวางแผน เพื่อฝึกสมองประลองทักษะ แต่สำหรับ “วารีพินาศ” มีความพิเศษตรงที่จะมีกระบวนการนั่งล้อมวงชวนคิด ชวนคุยหลังจากเล่นเกม เพื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างการเล่นเกม ทำให้ผู้เล่นได้เกิดการกระตุ้นความคิด และเรียนรู้ในประเด็นสำคัญบางอย่าง ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และสะท้อนมุมมองความคิด และจิตใจของแต่ละคน

          “ถ้าพูดเรื่องเกม สิ่งที่ต้องมีคือความสนุก แต่อาจไม่ใช่เล่นแค่สนุกอย่างเดียว แต่จะได้กลับไปคิดอะไรบางอย่าง ในบางประเด็นที่เชื่อมโยงในชีวิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นภาพเล็กหรือภาพใหญ่  จุดประสงค์ของเกมนี้คือ ให้แต่ละคนเอาตัวรอดให้ได้จากการถูกน้ำท่วม สถานการณ์น้ำท่วม ทำให้เราได้เห็นปรากฎการณ์หลายอย่าง ซึ่งมาจากความคิดข้างในของแต่ละคน”

มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกัน

            สำหรับผู้สนใจ ที่อยากทดสอบตัวเองว่า จะเอาตัวรอดจากการถูกน้ำท่วมได้หรือไม่ สามารถเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์การเล่นเกม “วารีพินาศ” ได้ที่งาน โครงการประชุมวิชาการ คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม “ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง” วันที่ 26 กรกฎาคม 60 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ http://www.moralcenter.or.th/index.php/home/news/moralspace

หมดเขตวันที่ 30 มิถุนายน 2560

   


wa2

 

 

Powered by Spearhead Software Labs Joomla Facebook Like Button