‘คุณธรรม’ในสังคมพหุวัฒนธรรม

16 ภปจต11กพ

 

“คุณธรรม” ที่ยึดโยงผู้คนในสังคมพหุวัฒนธรรมมีลักษณะอย่างไร เป็นคำถามสำคัญที่นำมาชวนคิดชวนคุยในกลุ่มภาคีเครือข่ายและผู้เข้าร่วมงานสมัชชาคุณธรรมภาคใต้ ที่จัดโดยศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และภาคีสมัชชาคุณธรรมภาคใต้ ระหว่างวันที่ 1-2 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ห้องประชุมคณะวิทยาการสื่อสารและสถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

กระบวนการพูดคุยในงานสมัชชาครั้งนี้ มีตั้งแต่การปาฐกถา การเสวนา และเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เริ่มจากปาฐกถาเรื่อง “อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขบนสังคมพหุวัฒนธรรม” ศ.ดร.กนก วงศ์ตระหง่าน ที่ปรึกษาผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวถึงสาระสำคัญ 3 เรื่องที่ต้องคำนึงถึงในการอยู่ร่วมกันท่ามกลางสังคมพหุวัฒนธรรมของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ศาสนา ชาติพันธุ์ และความเป็นพลเมือง โดยชี้ให้เห็นว่าผู้คนที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่นี้อาจมีความต่างกันเรื่องศาสนาหรือชาติพันธุ์ แต่มีจุดร่วมกันในเรื่องของความเป็นพลเมือง

ศ.ดร.กนกยังได้เสนอถึงการสร้างรากฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ว่าประกอบไปด้วย 1.การสร้างความรู้ ความเข้าใจ การยอมรับ 2.การใช้เหตุผลคิดวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเพื่อแก้ปัญหา และ 3.การสร้างความไว้วางใจ โดยมีกระบวนการสมัชชา การเสวนาสร้างสรรค์ และการศึกษาวิจัยเป็นเครื่องมือสนับสนุน

ในส่วนของการเสวนาและเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เขียนเข้ารับฟังในห้องย่อยเรื่อง “แนวทางการสร้างเสริมคุณธรรม-ความพอเพียง” วิทยากรร่วมแลกเปลี่ยน คือ ผศ.ดร.ณฐพงษ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ และ อาจารย์ซอและห์ ตาเละ รองอธิการบดีฝ่ายโครงการพิเศษ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี

ผศ.ดร.ณฐพงษ์ กล่าวถึงความสำคัญของกระบวนการสมัชชาคุณธรรม ว่าเป็นความพยายามเปิดพื้นที่พูดคุย ทำให้แนวทางการส่งเสริมคุณธรรม “ที่มีชีวิต” มีคนกลุ่มต่างๆ มาร่วมกันหนุนเสริม และสร้างพลังในการขับเคลื่อนในรูปแบบของนโยบายสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนเรื่องคุณธรรมมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่องที่ต้องคำนึงถึง คือ 1.คุณธรรมมีความเป็นนามธรรม ยากต่อการกำหนดคุณลักษณะเป็นรูปธรรม ทำให้หลายครั้งการส่งเสริมคุณธรรมกลายเป็นเรื่องของ “คนดี” บางกลุ่มที่มากำหนดบรรทัดฐานความดีของสังคม 2.การเสริมสร้างคุณธรรม มักมองว่า ปัญหาคุณธรรมเป็นปัญหาของปัจเจกบุคคล มากกว่ามองว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การมองปัญหาคนจนว่าเป็นปัญหาส่วนตัว ไม่มองเชื่อมโยงกับปัญหาการถือครองที่ดินในสังคมไทย ที่พบว่าที่ดินกระจุกตัวกับคนบางกลุ่ม ขณะที่คนจนจำนวนมากยังคงไร้ที่ดินทำกิน

การขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมจึงต้องไม่มองเรื่องคุณธรรมแบบหยุดนิ่งตายตัว หรือโหยหาตัวแบบเชิงอุดมคติ แต่การสร้างสังคมคุณธรรมต้องออกแบบให้ปรับเปลี่ยนได้ตามพลวัตของสังคม โดยต้องมองข้ามปรากฏการณ์ที่เป็นมายาคติ ค้นหาปัญหาคุณธรรมร่วมกัน เพราะการเสริมสร้างคุณธรรมไม่ใช่เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในสังคม ถ้าทำเช่นนั้นจะกลายเป็นปรากฏการณ์ฉาบฉวย การเสริมสร้างคุณธรรมต้องเชื่อมกับการพัฒนาชุมชน เสริมสร้างศักยภาพกลุ่มผู้นำ และเสริมสร้างความรู้เท่าทันของคนในสังคม

ผศ.ดร.ณฐพงษ์ นำเสนอตัวอย่างรูปธรรมของการทำงานร่วมกับชุมชน คือเครือข่ายชุมชนศรัทธา หรือ “กัมปงตักวา” ที่ใช้หลักศาสนาเป็นกลไกเชื่อมร้อยคนในชุมชนผ่าน 4 เสาหลัก คือ ผู้ใหญ่บ้าน โต๊ะอิหม่าม สมาชิกสภาองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น และแกนนำชุมชน ในชุมชนจะมีการออกแบบกฎกติกา และตัวชี้วัดร่วมกัน เช่น การกำหนดร่วมกันว่าร้านค้าชุมชนจะปิดในวันศุกร์ช่วงบ่าย เพื่อเอื้อให้คนในชุมชนไปประกอบพิธีละหมาดที่มัสยิด หรือการกำหนดร่วมกันให้ร้านค้าชุมชนงดจำหน่ายสุรา โดยผลที่เกิดขึ้น คือปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งในชุมชนลดลง การไปละหมาดเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น การให้ความสำคัญกับกลไกชุมชนจึงสำคัญมาก เพราะเป็นการผนึกกำลังเสริมสร้างคุณธรรมจากฐานล่าง เกิดเป็นคุณธรรมระดับชุมชน

อาจารย์ซอและห์กล่าวถึงพหุวัฒนธรรมกับศาสนาอิสลามว่า พหุวัฒนธรรมคือความหลากหลาย อิสลามยอมรับว่าโลกมีความหลากหลาย และความหลากหลายคือความเป็นจริง และเป็นความสวยงาม ความหลากหลายยังทำให้เกิดปฏิสัมพันธ์ เกิดการรู้จักกัน

หลักการของคุณธรรม เกิดจากความเชื่อและความหวัง อิสลามให้ความสำคัญกับความเชื่อ ความศรัทธาที่โยงกับพระผู้เป็นเจ้าและโลกหน้า ความเชื่อต่อพระผู้เป็นเจ้าเป็นพลังมหาศาล ขณะที่ความเชื่อในนรก-สวรรค์ ทำให้เกิดการบริจาคโดยหวังว่าจะขึ้นสวรรค์ พลังเหล่านี้ทำให้เกิดทั้งความกลัวและความหวัง ซึ่งทั้งสองส่วนนี้เป็นพลังควบคุมคุณธรรมที่ต้องมีความสมดุลกัน

ในประเด็นความพอเพียง ผศ.ดร.ณฐพงษ์ มีข้อเสนอว่า 1.ต้องพิจารณาเรื่องความพอเพียง เชื่อมโยงกับเรื่องอื่น เช่น การทำเรื่องชุมชนศรัทธา “กัมปงตักวา” ที่เชื่อมหลายเรื่องเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำไปสู่ชุมชนคุณธรรมได้ในที่สุด 2.ทำให้เรื่องความ

พอเพียงเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในชีวิตประจำวัน เริ่มต้นได้ที่ตนเอง 3.รื้อมายาคติของโครงสร้างสังคมวัฒนธรรมแบบบริโภคนิยม 4.ขจัดความแย้งย้อนของสังคม เช่น การยกย่องเชิดชูเศรษฐี อดีตข้าราชการระดับสูงที่ไปทำนา โดยหลงลืมชาวนาทั่วไปที่ทำนาอยู่อีกมากมาย 5.สร้างสภาวะและออกแบบสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนการส่งเสริมความพอเพียงในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน สังคม จนถึงระดับประเทศ 6.แปลงความพอเพียงให้เป็นเรื่องรูปธรรม สู่ปฏิบัติการจริง ไม่ใช่การท่องจำ

ขณะที่อาจารย์ซอและห์ เสนอว่าเจ้าของทรัพย์สินต้องแบ่งปัน เชื่อมความมั่งคั่งกับความยากจน ทรัพย์สินของคนรวยต้องแบ่งปันให้คนยากจน เพื่อสร้างความสมดุล ความพอเพียง คือคุณธรรมและการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นหน้าที่ของสังคมและรัฐต้องร่วมกันสร้าง

ช่วงเวทีแลกเปลี่ยน ผู้เข้าร่วมได้เสนอความคิดเห็นถึงทิศทางการขับเคลื่อนคุณธรรมในสังคมว่าต้องทำให้เรื่องคุณธรรมอยู่ในวิถีชีวิต “ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” และกระบวนการส่งเสริมคุณธรรมต้อง “ทำแบบรากหญ้า อย่าทำแบบไฟไหม้ฟาง” คือให้ชุมชนและทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม รวมทั้งนำเอามิติทางสังคมและวัฒนธรรมมาใช้ในการดำเนินงาน

เมื่อย้อนกลับไปคำถามที่ตั้งไว้ตอนต้นว่า “คุณธรรม” ที่ยึดโยงผู้คนในสังคมพหุวัฒนธรรมมีลักษณะอย่างไร จะพบว่าข้อเสนอที่เกิดจากการปาฐกถา การเสวนา และเวทีแลกเปลี่ยน ไปในทิศทางเดียวกันว่า คุณธรรมที่ยึดโยงผู้คนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมไว้ได้นั้น ไม่ได้อยู่ที่หลักคุณธรรมข้อใดข้อหนึ่ง แต่อยู่ที่กระบวนการส่งเสริมคุณธรรมที่ต้องมาจากการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การนิยามความหมาย และการกำหนดกติการ่วมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต กระบวนการส่งเสริมคุณธรรมจึงจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับสังคมได้จริงและมีความยั่งยืน


โดย  ธัญลักษณ์ ศรีสง่า

หัวหน้ากลุ่มงานนวัตกรรมองค์ความรู้เพื่อสร้างสังคมคุณธรรม

 

"ถั่วงอกคุณธรรม"

วันนี้ศูนย์คุณธรรม จะพาทุกท่านมาเรียนรู้วิธีเพาะปลูกถั่วงอกคุณธรรม จากเด็กชั้น ป 1 รร.บ้านทุ่งยางงาม จ.ตรัง ที่ได้เล่าถึงวิธีปลูกถั่วงอกจากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยสิ่งที่พบกลับมิใช่การเก็บถั่วงอกมากินเพียงอย่างเดียว แต่ถั่วงอกได้กลายเป็นครูสอนสิ่งดีๆ อีกมากมายแก่เด็กกลุ่มนี้

m11

 

 

m1


70120171


 

70120172


 

70120173

 


70120175


 

70120176


 

70120177

น้ำใจ..."เด็กชายทักษิณ"

หวขอ เดกชายทกษณ 0

วันนี้มาพบกับเรื่องราวดี  ๆ จากโรงเรียนบ้านตะโกล่าง จังหวัดราชบุรี  ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้ทำงานเป็นเครือข่ายภาคกลางของศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)

เดกชายทกษณ

 

 

 

จาก“มหาอุทกภัย”สู่บอร์ดเกมสะท้อนจิตใจคน

 cover interview

 wa

 

            ภาพเหตุการณ์ภัยพิบัติน้ำท่วม เมื่อปลายปี 2554 ยังคงเป็นภาพติดตาใครหลายๆ คน พื้นที่หลายจังหวัด ไม่เว้นแม้แต่กรุงเทพฯ กลับมีสภาพที่ไม่ต่างไปจากเมืองบาดาล ภาพผู้คนที่ได้รับความเดือนร้อน  ความสูญเสีย ความโศกเศร้าเสียใจ ที่เกิดขึ้น ยังคงวนเวียนอยู่ในความทรงจำ พร้อมกับคำถามที่ว่า “หากในอนาคต เกิดภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่อีก เราจะทำอย่างไรกัน “การรับมือป้องกัน” จึงกลายเป็นสิ่งที่เราทุกคนต้องร่วมกันตระหนัก เรียนรู้ และหาวิธีการรับมือกับภัยธรรมชาติที่มนุษย์เป็นผู้กระทำ โดยไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร


เล่นเกมกระดาน ตอบโจทย์สถานการณ์น้ำท่วม

           วิธีการเอาตัวรอด จากสถานการณ์น้ำท่วม เป็นคีย์สำคัญของการเล่มเกม “วารีพินาศ” หรือเกมกระดาน (Board game)  ที่ออกแบบและพัฒนาโดย “โครงการฉลาดทำบุญ เครือข่ายพุทธิกา” โดยเป็นการจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติ ที่ผู้เล่นแต่ละคนจะได้รับภารกิจที่แตกต่างกันออกไป ในระหว่างการเล่นเกม ผู้เล่นจะได้ใช้ทักษะการคิดวิเคราะห์  การตัดสินใจ ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า แรงบันดาลใจจากการทำเกมนี้ เกิดจากทีมอยากที่จะพัฒนาเครื่องมือให้คนได้เรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2554 ทำให้ได้เห็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมมากมาย ทั้งในเชิงพฤติกรรม ที่สะท้อนความคิดของแต่ละคน คนที่เคยผ่านประสบการณ์เมื่อได้เล่นเกมแล้ว ก็จะรู้สึกมีความอารมณ์ร่วมไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนคนที่ไม่เคยผ่านเลยอย่างน้อยก็จะได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร

wa1

 

ผู้เล่นได้เรียนรู้อะไร ?

           นอกจากการทอยลูกเต๋าเสี่ยงโชคว่าผู้เล่นจะไปตกในช่องใดแล้ว บอร์ดเกมทั่วไปจะมีระดับความยากง่ายแตกต่างกันออกไป บางประเภทก็มีการวางแผน เพื่อฝึกสมองประลองทักษะ แต่สำหรับ “วารีพินาศ” มีความพิเศษตรงที่จะมีกระบวนการนั่งล้อมวงชวนคิด ชวนคุยหลังจากเล่นเกม เพื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างการเล่นเกม ทำให้ผู้เล่นได้เกิดการกระตุ้นความคิด และเรียนรู้ในประเด็นสำคัญบางอย่าง ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และสะท้อนมุมมองความคิด และจิตใจของแต่ละคน

          “ถ้าพูดเรื่องเกม สิ่งที่ต้องมีคือความสนุก แต่อาจไม่ใช่เล่นแค่สนุกอย่างเดียว แต่จะได้กลับไปคิดอะไรบางอย่าง ในบางประเด็นที่เชื่อมโยงในชีวิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นภาพเล็กหรือภาพใหญ่  จุดประสงค์ของเกมนี้คือ ให้แต่ละคนเอาตัวรอดให้ได้จากการถูกน้ำท่วม สถานการณ์น้ำท่วม ทำให้เราได้เห็นปรากฎการณ์หลายอย่าง ซึ่งมาจากความคิดข้างในของแต่ละคน”

มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ร่วมกัน

            สำหรับผู้สนใจ ที่อยากทดสอบตัวเองว่า จะเอาตัวรอดจากการถูกน้ำท่วมได้หรือไม่ สามารถเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์การเล่นเกม “วารีพินาศ” ได้ที่งาน โครงการประชุมวิชาการ คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม “ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง” วันที่ 26 กรกฎาคม 60 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ http://www.moralcenter.or.th/index.php/home/news/moralspace

หมดเขตวันที่ 30 มิถุนายน 2560

   


wa2

 

 

รู้ทันความคิดฝึกสติในชีวิตประจำวัน

 

Tin1
Tin2

 

รู้ทันความคิดฝึกสติในชีวิตประจำวัน

          ในชีวิตประจำวัน บ่อยครั้งที่เรามักใจลอยคิดเรื่องต่างๆ โดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวในอดีตหรืออนาคต ทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน เกิดความวิตกกังวล จนบางครั้งขาดสติ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว เป็นเหตุให้เกิดปัญหาและการตัดสินใจที่ผิดพลาดตามมา เมื่อปัญหาและความเครียดถูกสะสม ทับถมลงในจิตใจ หลายคนมองหาทางออกให้ชีวิต หนึ่งในนั้นก็คือ การเข้าวัดปฏิบัติธรรม โดยหวังจะให้ความทุกข์ต่างๆ บรรเทาเบาบางลง แต่ไม่ได้กลับมาแก้ที่ต้นเหตุ นั่นก็คือใจของเรา รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ชัชวาลย์  ศิลปกิจ ผู้อำนวยการศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งนอกจากเป็นแพทย์แล้ว ยังเป็นวิทยากรสอนด้านการพัฒนาจิตใจในชีวิตประจำวัน ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า

          “การได้เคลื่อนไหว ได้เดิน ได้ใช้งาน ได้ออกกำลังกาย จะทำให้ร่างกายแข็งแรง และจิตใจของเรา จะทำอย่างไรให้เข้มแข็ง แค่เข้าวัด ฟังธรรมอย่างเดียวอาจไม่พอ” 

quote mindfulness 1

        การพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็งนั้น จึงต้องอาศัยการฝึกฝน และพัฒนาให้มั่นคง สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่ยุ่งยาก (Keep it simple) เช่น เวลาที่ ใจลอยไปคิดถึงเรื่องในอดีตหรือในอนาคต เวลาคิดจะไม่รู้ตัว ต้องนำกลับเข้ามาด้วยความรู้สึกตัว หรือที่เรียกกว่า “รู้กาย ทันใจ” ไม่เผลอ ไม่ตรงไปทำอะไรโดยไม่รู้ตัว เพราะธรรมชาติ ความคิดก็เหมือนกับลิงที่วิ่งไปมา เราต้องทำให้ลิงเชื่อง โดยใช้กระบวนการฝึกด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยาก 


มากกว่า
“ปฏิบัติธรรม” คือ การเข้าใจตนเอง

แม้ว่าการปฏิบัติธรรม หรือกรรมฐาน จะช่วยให้เราตั้งสติระลึกรู้ในสิ่งที่พึงกระทำ ทำให้จิตใจมั่นคง ได้บุญได้กุศล แต่ถ้าหากไม่เรียนรู้และเข้าใจจิตใจตัวเราแล้ว ก็ไม่สามารถเข้าใจความจริงของชีวิตได้ 

“การเข้าคอร์สปฏิบัติธรรม จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาจิตใจให้มีคุณธรรม อย่างที่ต้องการมากน้อยแค่ไหน คนจำนวนมากไปปฏิบัติธรรม แล้วเกิดความพอใจในบุญ กุศล แต่กลับไม่ศึกษาเรียนรู้เข้าไปในจิตใจของตนเอง และไม่เข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมนั้น มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาจิตใจให้สามารถมีความปกติ มั่นคง มีปัญญาและเข้าใจความจริงของชีวิต”

         “และการปฏิบัติก็ไม่ใช่การกระทำ แต่การปฏิบัติคือรู้ รู้สิ่งที่ปรากฎ ด้วยกายใจของเรา จึงเรียกว่าการปฏิบัติ แต่เรามักเข้าใจผิดคิดว่า การปฏิบัติคือต้องขยับ ต้องเพ่ง ต้องท่อง ต้องนั่ง และคนที่นั่งแน่ใจหรือว่าเขาปฏิบัติ อะไรที่เป็นเครื่องยืนยันว่าเขาปฏิบัติ”

          รศ.นพ. ชัชวาลย์  ได้ยกตัวอย่างวิธีฝึกปฏิบัติให้รู้ทันจิต หากอยู่นิ่ง แล้วใจลอยไปคิดเรื่องใด ก็เพียงแต่รู้ทันว่ากำลังลอยไป และดึงใจกลับมา คือทักษะในการตื่นแล้วพาใจกลับบ้าน ต้องฝึกให้รู้ทันอาการใจลอย หรือรู้ทันความคิด โดยเราต้องทำสิ่งนั้นให้เกิดความงอกงามในชีวิต

          “ดังนั้นเวลาที่มีอาการทุกข์ เศร้า เหงา ดีใจ เสียใจ โกรธ อารมณ์ต่างๆ เหล่านี้ไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึกตัวที่ปรากฎขึ้น เพราะนั่นหมายถึงการรู้ว่าได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อปรากฎขึ้นก็แสดงว่า สิ่งที่รู้ได้เกิดขึ้นแล้ว ให้รู้ทันความคิด ไม่ใช่การฝึกสติเพื่อห้ามความคิด”

เรียนรู้ “สติ” จากประสบการณ์ตรง

การที่จะทำให้เข้าใจแก่นแท้ของจิตใจนั้น จึงต้องอาศัยการฝึกฝน โดย รศ.นพ. ชัชวาลย์ ได้พัฒนากิจกรรมเวิร์คช็อป “การเจริญสติ” (Mindfulness Practices) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เดินทางสำรวจจิตใจตนเอง ผ่านประสบการณ์ตรง (Experiential learning) โดยจะฉายภาพให้เห็นว่า สตินำมาโยงกับความดีได้อย่างไร และทำให้เห็นแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม โดยเชื่อมกับศาสตร์สมัยใหม่  ในด้านการรู้จักตนเอง (Self-awareness)

“ในกระบวนการ จะพาให้คนที่เข้าร่วมได้รู้ถึงตัวอย่างที่คนพูดกันว่า ไม่ยากหรอก แค่มีสติ ทุกคนมีสติ ก็คงไม่วุ่นวายแบบนี้ สิ่งที่พูดง่าย แต่เรารู้จักสติดีพอหรือยัง มีแต่สั่งให้คนอื่นมีสติ แต่สติในประสบการณ์ตรง คืออะไร เพราะฉะนั้น แก่นของการเวิร์คชอป คือ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ เราต้องพาผู้เข้าร่วมให้เข้าไปประสบ ระหว่างการที่เขาคิดว่ามีสติกับการที่เขารู้ตัวจริง ว่ามันไม่เหมือนกัน”

มาสร้างประสบการณ์เรียนรู้ร่วมกัน

          การฝึกสติจะช่วยให้เราสามารถเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างสงบ โดยตอบสนองการใคร่ครวญได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล เกิดความยับยั้งชั่งใจ ไม่ทำตามอารมณ์ชั่ววูบ สิ่งนี้จึงถือเป็น “การสร้างความรับผิดชอบต่อตนเองอย่างแท้จริง” สำหรับผู้สนใจเข้าร่วมกระบวนการฝึกสติให้รู้เท่าทัน  สามารถเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ตรงได้ที่งาน โครงการประชุมวิชาการ คุณธรรมในพื้นที่ทางสังคม “ความงอกงามผ่านประสบการณ์ตรง” วันที่ 26 กรกฎาคม 60 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ http://www.moralcenter.or.th/index.php/home/news/moralspace  หมดเขตวันที่ 15 กรกฎาคม 2560

wa2

 

Powered by Spearhead Software Labs Joomla Facebook Like Button